วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน วงจรชีวิต

        บทชีวิต ตอน วงจรชีวิต โดย ผ้าอ้อม

          มนุษย์เราพอเริ่มโตขึ้นก็เริ่มมองเห็นอะไรเยอะขึ้น  ประสบการณ์ก็มากขึ้นไปตามวัย  ตอนเกิดมาก็บริสุทธิ์เป็นเหมือนผ้าขาวบางนะ  พอโตขึ้นมาเรื่องๆก็เริ่มได้รับการตกแต่งสีไปมาหลายหลายบางทีก็เยอะจนเละเทะไปเลยก็มี  ถ้าเปรียบกันให้เข้าใจง่ายๆ  ข้าพเจ้าว่าช่วงวันเด็กคนเหมือนสีขาว  พอเริ่มโตสีขาวก็เริ่มเข้มขึ้นเป็นเทาอ่อน เทา เทาแก่ ไปจนดำ ก็ไล่สีไปตามวัยกันไปตามความเข้มข้นซึ่งคนแต่คนมันเข้มอ่อนเร็วช้าไม่เท่ากัน  แล้วแต่สิ่งแวดล้อมรอบข้างที่โตมาด้วย  

          ตอนเด็กเกิดมาใหม่ๆพอมาลองคิดดูกันเล่นๆว่า เกิดมาปุ๊บนี่พูดไม่ได้เลย แค่ลืมตายังลำบากเลย

+ช่วงวันแรกๆต่อมาก็ได้แต่นอนบนเตียงทำตาปริบๆ ฟันก็ไม่มี กินได้แต่น้ำกับนม 

+พอต่อมาก็เริ่มกินอาหารบดได้  ทำเสียงอ้อแอ้ๆ แต่พูดไม่ได้อยากได้อะไรก็บอกไม่ได้ 
  ไม่ได้ดั่งใจ ก็ร้องไห้อย่างเดียว

+ผ่านมาสักพัก  เริ่มฝึกพูดพอได้คำแรกสองคำแรกนี่ที่บ้านก็ดีใจพาฉลองกันใหญ่  

+ต่อมาก็เริ่มคลานเริ่มตั้งไข่จะเดินละ  ช่วงนี้ใช้การคลานดึ๊บๆไปก่อน
  ถึงผนังก็พยายามประคองตัวเองถูๆไถๆให้ยืนขึ้นได้  ก็เริ่มเดินเลียบผนังไปไม่ให้ล้ม

+สักพักก็เริ่มพูดได้เก่งขึ้น  อยากได้อะไรก็บอกได้ ลอกเลียนแบบคนรอบตัว  
   มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง

+ได้เข้าเรียน ทำงาน มีครอบครัว  ออกไปมีชีวิตของตัวเอง 

                  เมื่อเวลาผ่านไป.........


        เดินมาจนถึงเวลาที่เข้าสู่วัยชรา ทุกอย่างมองย้อนขึ้นไปจากบรรทัดสุดท้าย  กลับไปสู้เตียงได้แต่มองตาปริบๆ  นี่แหละชีวิต  ถ้าใครได้มีชีวิตอยู่จนถึงแก่ก็ไม่พ้นจะประสบภาวะนี้เช่นกัน  นอกเสียจากว่าออกกำลังกายดี  สุขภาพแข็งแรง  พอถึงเวลาไปก็หลับไปเฉยๆก็มี  แบบนี้ไม่ต้องทุกทรมานอะไรเลย คนไทยเขาว่าคนมีบุญกัน  ไม่เจ็บไม่ทุกข์ไม่ทรมาน

         พอได้อ่านย้อนขึ้นไปตาม+ แล้วบางทีก็น่าใจหาย  มันจะไม่เหมือนกันตรงที่  คนเราเกิดมามีผู้ใหญ่คอยประคับประคอง หาข้าวหาน้ำให้เวลาหิว เวลาฉี่เวลาถ่ายก็มีคนคอยเปลี่ยนให้  คือเป็นช่วงวัยที่จะเป็นผู้ได้รับ  แต่พอแก่นี่แทบจะต้องลุ้นว่ามีลูกหลานดีมั้ยคอยมาทำแบบนี้ให้มั้ย  ถ้าไม่มีก็ดูว่ามีเงินจ้างคนมาทำให้มั้ย แล้วแต่บุญกรรมทำหันมาเลยทีเดียว  บางคนลูกๆเขาไม่เอาแล้ว  เพราะพ่อแม่พูดไม่รู้เรื่อง อ้อแอ้ๆเดินก็ช้าเหมือนคนเริ่มหัดเดิน ลูกๆก็รำคาญ  เอาไปบ้านพักคนชราเสียเลย  ดูแล้วก็น่าใจหาย
          วันที่พ่อแม่โอบอุ้มเรา ป้อนข้าว  สอนให้เราเดิน  อึมาก็ล้าง  ฉี่ใส่หน้าพ่อแม่ยังหัวเราะสนุกสนาน แต่พอถึงวันที่ท่านต้องกลับมาเป็นเราบ้าง  กลับทำให้ท่านไม่ได้  อ้างสารพัดเหตุ  ไม่มีเวลาบ้าง ติดงานอะไรก็ว่ากันไปเรื่องราวชีวิตคนเรามันก็เหมือนวงกลม  มีผู้ให้มีผู้รับ  ผู้ที่เคยรับต้องรู้จักเป็นผู้ให้  คนก็หมุนเหมือนโลก

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน การเสียสละที่แท้จริงคือชัยชนะ

บทชีวิต ตอน การเสียสละที่แท้จริงคือชัยชนะ โดย ผ้าอ้อม

การเสียสละที่แท้จริงคือชัยชนะ ได้ยินมาจากเรื่อง "Beautiful creatures"
ข้าพเจ้าได้แต่คิดว่ามันใช่มั้ย?

การเสียสละ ทำยากมากนะสำหรับบางคนและบางเรื่องมันยากมากที่จะทำ
ด้วยเหตุผลที่มนุษย์มักจะชอบเป็นเจ้าของ หวงของ การให้และการเผื่อแผ่จึงมาทีหลังจากที่เราเหลือพอใช้แล้ว  แต่บางคนนั้นแม้จะมีมากแค่ไหน การให้และการแบ่งปันอาจจะเป็นเรื่องยากสักหน่อย

การเสียสละเรื่องความรัก

           ความรักของพ่อแม่..... เชื่อว่าพ่อแม่ในโลกนี้เกือบ100% ที่จะสามารถทำทุกอย่างเพื่อลูกได้  แม้กระทั่งชีวิตก็ตาม แต่ในกรณีที่มีข่าวเอาลูกอายุพึ่งคลอดไม่กี่วันกี่เดือนไปทิ้งในขยะ หรือเอาลูกไปขายบริการ นั้นเป็นส่วนน้อยยิ่งในประเทศไทย  ปัญหาเกิดมาจากหลายสาเหตุ  เช่น  ไม่พร้อมจะดูแลหรือเงินไม่พอใช้  กลัวการมีภาระ  ทำแล้วไม่ทันคิด ไม่มีความรู้ในการป้องกัน ฯลฯ คนกลุ่มนี้อาจจะอยู่ในพวกรักตัวเองมากกว่า  ไม่สามารถเสียสละ  ยังไม่พร้อมจะเป็นผู้ให้

           ความรักฉันท์ชู้สาว.....เกิดได้กับทุกเพศทุกวัยแบบไม่กำหนดเวลาเลย เอาเป็นว่าพูดได้รู้ความเมื่อไหร่ก็เริ่มแล้ว  ความรักแบบนี้มีแบ่งไปอีกหลายแบบ รักแท้ รักเทียม แล้วแต่คนจะให้นิยามกันไป  ฉันว่าความรักในรูปแบบนี้ต้องมีความอดทนและเหตุผลมาพร้อมด้วยจึงดี  อดทนเรื่องของอารมณ์เวลาอยู่ด้วยกัน  เวลาทะเลาะกันต้องมีเหตุผล  รู้จักให้รู้จักเสียสละ .... เคยเจอบางคู่นี่ยังเด็กมัธยม บางคู่ก็ดูน่ารักชวนกันเรียน บางคู่ก็ชวนกันเลวก็ว่ากันไป  ที่เห็นบ่อยกลางห้างข้างถนนนี่ก็กรี๊ดๆทะเลาะตบตีกันใหญ่ แบบนี้คือควบคุมอารมณ์กันยังไม่ได้  นี่ก็ไม่ใช่เฉพาะเด็กนะ ที่เห็นกรี๊ดๆตบตีกันอยู่ก็วัยทำงานมีเยอะแยะไปตามที่พักคอนโด  ที่แย่คือเมื่อเราควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ไม่มีการอดทนไม่มีการเสียสละ มันนำไปสู่หายนะได้ทีเดียว พาดหัวข่าวเกือบทุกวัน ผัวฆ่าเมีย  เมียแค้นผัว เด็กวัยรุ่นหึงแค้นฆ่าแฟนเก่าแฟนใหม่มั่วกันไปหมด งง!!มากตรงที่พวกนี้จะบอกว่าทำเพราะรัก ฉันว่ามันน่าจะรักตัวเองมากกว่า  พออีกคนจะไปหรือไม่ได้ดั่งใจก็มักจะกลัวตัวเองเจ็บปวด  ทนไม่ไหว ก็ฆ่ามันซะเลย  สุดท้ายก็ทำร้ายตัวเองอารมณ์ชั่ววูบไม่มีสติข่มใจไม่ได้นี่ก็ดับอนาคตตัวเองได้ทันทีเลยเหมือนกัน  ความรักฉันท์ชู้สาวแบบนี้ต้องมีสติ สมัยนี้ความอดทนต่อกันก็มีน้อย ตัวเลือกก็มีเยอะ ไม่ชอบก็ไม่เอาแล้วหาใหม่ง่ายกว่า เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา  เพื่อนๆพ่อแม่ก็นับกันไม่ทัน

             อ้าว....ลืมกล่าวถึงคนผู้เสียสละไปเลย  คนประเภทนี้ก็มีอยู่ยังมีชีวิตอยู่บ้าง  จนมีเพลงออกมาชื่อ"คนดีไม่มีที่อยู่"  ฉันว่าไม่จริงหรอก  คนดีควรคู่กับคนดีนะ  ไอ้ที่เผลอไปคู่กะคนเลวนี่ก็ช่วยไม่ได้เป็นกรรมหรือมันเลือกเองอันนี้ไม่รู้   รู้แค่ว่าถ้าเรารู้ว่าเราดีแล้วและอีกคนยังไม่รู้จักพอแอบไปมีคนใหม่นี่ก็ควรปล่อยไปตามสารระบบของเขาเถอะชีวิตของเขา   คนแบบนี้มันไม่น่าใช่คู่เรา  ข้างหน้ามีดีกว่านี้บอกไว้เลย  คนถ้าคู่กันแล้วเป็นจิ๊กซออันเดียวกันมันไม่ได้ไหนหรอกน่าข้าพเจ้าว่า  ส่วนเราก็มีสิทธิเลือกได้เหมือนกัน  ทางข้างหน้าต้องมีสิ่งที่ดีกว่า อย่าไปทำร้ายกันมันไม่ดี  เมื่อใครตัดสินใจอย่างไร  เราก็ควรให้ความเคารพในสิทธิของผู้นั้นด้วย  ให้กำลังใจกันไปเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

             เพื่อน....เมื่อพูดถึงเพื่อนใครๆก็มีเพื่อน  บางคนติดเพื่อนจนไม่มีแฟน  จนแฟนบอกเลิกกันไปเลยก็มี  ยิ่งถ้าอยู่ในช่วยหัวเลี้ยวหัวต่อพูดง่ายๆก็วัยรุ่นนี่แหละ   ได้เพื่อนดีก็ดี...แต่บางคนถึงจะมีเพื่อนติดยาติดเที่ยวถ้าใจรักดีมันก็ไม่ทำตามอันนี้ก็พอจะเห็น  กับเพื่อนนี่ถึงไหนถึงกันเพื่อนว่าไงก็เออ ออ ไปตามกันหมด ไอ้เรื่องเสียสละนี่สุดๆไปเลย  แฟนกันมันยังยกให้กันได้เลยบางที  เนื้อเพลงยังเขียนไว้เลยว่า

"เพื่อนไม่เคย ไม่เคยทิ้งกัน  ไม่ว่าความฝัน นั้นจะไกลสักเท่าไร
ถ้าหกล้มซมซานเมื่อใด  เพื่อนจะปลอบใจ  ไม่มีคนที่จะรู้ใจ
ไม่มีใครรักและตามใจเหมือนเพื่อนเก่า
จะทำไงตามใจแต่เรา...เพื่อนเรารักจริง
จะมีกี่คน  ที่จะเคยมีเพื่อนดี  และให้เราทำตามความฝัน
จะมีกี่คน  ที่เต็มใจจะร่วมทาง  และเข้าใจในความสำคัญ
ยิ่งทียิ่งผูกพัน  เพื่อนเท่านั้นจะอยู่กันเรื่อยไป
เพื่อนเป็นไงก็เป็นกัน กอดคอกันเอาไว้จนวันตาย"

             สรุปที่เขียนมานี่ก็เริ่มงงว่า มันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อ  การเสียสละที่แท้จริงคือชัยชนะ 
ข้าพเจ้าว่า  เมื่อวันหนึ่งวันที่เราต้องเป็นผู้ให้ ในเวลาที่ไม่พร้อมไม่ตั้งใจหรือต้องเสียสละเวลา  สิ่งของบางสิ่งบางอย่าง  ความภูมิใจในบางเรื่อง  มันต้องมีใจที่พร้อมจะยอมรับการสูญเสีย  สละความเป็นเจ้าของ  ยอมรับคำว่าแพ้  ยอมเพื่อให้ผู้อื่นมีความสุข  นั่นแหละคือการเสียสละที่แท้จริงและการให้ที่ยิ่งใหญ่  มันอาจจะหมายถึงการเอาชนะใจตนเอง

             

บทชีวิต ตอน เงินเข้าตา

          บทชีวิต ตอน เงินเข้าตา โดย ผ้าอ้อม

             ข้าพเจ้าเคยคิดว่า....คนในสังคมเมืองส่วนมากมักเห็นแก่ตัว  ทำงานแข่งขันเก็บเงินสร้างหนี้  ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย  พากันจับจองสิ่งของอันไหนของฉันของคุณ  สร้างปัญหาให้ทะเลาะกัน  บางทีเพื่อนสนิททำงานร่วมหุ้นกัน  ตอนเป็นเพื่อนก็ดูเข้าใจกันดีพอได้ทำงานด้วยเท่านั้นแหละ  จากเพื่อนสนิทก็เละเลย   เลิกคบจบกันไป  จะแฟนกันหรือสามีภรรยาก็แล้วหลายคู่ที่ร่วมกันทำธุกิจ   สุดท้ายก็จบลงด้วยการไปคนละทาง  ว่าแต่ปัญหามากจากไหน ก็มีเป็น 108  แต่สุดท้ายประเด็นหลักๆก็คงไม่พ้นเรื่องเงิน  พอแยกก็ทำไงปัญหาก็เรื่องแบ่งเงิน โอ้โห....ทุกอย่างที่เกิดขึ้น  ก็มาจากเงินกันส่วนมากจริงๆ

              เงินนี่ก็ทำให้เกิดปัญหาอาชกรรมขึ้นมากมาย  ที่ลงข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ คนติดยา คนไม่มีเงินกินข้าว ก็ต้องขโมยบ้าง  กระชากของตามข้างถนนตามที่เปลี่ยวบ้าง  สังคมมันเปลี่ยนไปนะ  ประชากรเพิ่มอย่างรวดเร็ว  คนตกงานมากขึ้น  ปัญหาสังคมก็มากขึ้น  ฆ่ากันเพื่อเงินก็เห็นเยอะแยะ
อย่างคนไม่รู้จักกันยิ่งทำร้ายกันง่าย  แต่คนที่รู้จักกันแล้วทำร้ายกัน แบบนี้แย่มาก แต่ที่เห็นมาอย่างใกล้ตัวที่สุด เมื่อก่อนเคยแต่ได้ยินข่าวว่า  ลูกวางยาฆ่าแม่เพื่อเอาเงินประกัน  ลูกฆ่าพ่อแม่เพื่อมรดกร้อยล้าน  สามีภรรยาแต่งงานแล้ววางยาฆ่ากันเพื่อทรัพสินย์  เงินทั้งนั้น.....เงินทั้งนั้น  ที่ทำให้คนใจร้ายต่อกันได้ถึงขนาดนี้ เพราะความอยากได้อยากมี มีแล้วก็ไม่พอ อยากได้อีก ไม่มีวันจบสิ้น'

              เรื่องนี้มาจากคนใกล้ตัวข้าพเจ้า.....ครอบครัวนี้มีทั้งหมด 4 คน พ่อ ลูกสาวคนโต ลูกชายคนกลางและลูกสาวคนเล็ก  คนนี้พ่อเขารักที่สุด เพราะแกได้เลี้ยงลูกเองจริงๆแค่คนเดียว  ส่วนคนโตกับคนกลางนี่ย่ากับยายเลี้ยงมา  พอโตแล้วถึงเดินทางมาอยู่กับพ่อ  แต่ก็เหมือนพ่อจะไม่รักสักเท่าไหร่  อาจจะเป็นเพราะความผูกพันช่างมีน้อยเหลือเกิน  แกก็เก็บเอาไว้ช่วยงานที่บ้าน  หาเงินให้พ่อกับคนเล็กใช้  ลูกสองคนนี่ขยันช่วยกันทำงานงกๆ  แต่กลับโดนพ่อด่าทุกวัน  บางทีก็หาโอกาสไล่คนกลางออกจากบ้าน  หาเรื่องด่าได้ทุกวันเป็นเพราะในใจลึกๆแกบอกกับญาติๆว่ากลัวว่ามันจะไปข่มขืนน้องคนเล็ก  ต้องป้องกันไว้ก่อน  มันไม่ได้โตมาด้วยกัน  แกไม่สบายใจ  แกว่างั้น....

              ลูกคนเล็กพึ่งเรียนจบมัธยม  แต่งานการไม่ค่อยจะช่วยทำเท่าไหร่  ต้องบังคับกันจริงๆถึงทำให้  คือตั้งแต่เกิดมาไม่เคยต้องช่วยทำอะไร  พ่อทำให้หมดตามใจกันถึงที่สุด  งานบ้านไม่ช่วยทำ ติดหรูตามเพื่อน  ขอเงินอย่างเดียวไม่ให้ก็ด่าพ่อมัน  เหมือนพ่อมันเป็นลูกหนี้ไปยังงั้น  พ่อก็ไม่ค่อยแข็งแรงเจ็บป่วยออดๆแอดๆ  แต่แกก็พยายามทำงานหาเงินส่งให้คนเล็กได้เรียนสูงๆ  ที่โรงเรียนแพงๆ  แต่กลับไปติดเพื่อนเสียมากกว่า  หนังสือไม่เคยอ่าน  สอบตกเป็นว่าเล่น  ส่วนคนโตกับคนกลางนี่ทำงานเก็บเงินเรียนเอง  พ่อเขาเลยว่าไอ้สองคนนี้มันเก่ง  มันเอาตัวรอดได้ไม่ต้องดูแลมัน   ตอนนี้มีหน้าที่ต้องเลี้ยงพ่อกับน้องก็พอ  ปัญหาของพ่อตอนนี้คือคนเล็กมันชอบหนีออกจากบ้านเพราะเบื่อพ่อ  เบื่อการควบคุม  เวลาลูกคนเล็กออกไปทีไร  พ่อแกจะร้องไห้ปานจะขาดใจ  มีครั้งหนึ่งแกบอกถ้ามันไม่กลับมา  แกจะฆ่าตัวตายเลยทีเดียว

               ตอนหลังลูกชายคนกลางมีแฟนจึงพามาอยู่บ้านด้วย  เด็กวัยรุ่นสาวๆนี่แหละ  ปรากฎว่าพ่อไม่ชอบ  แล้วคิดไปต่างๆนานาว่า  ลูกสะใภ้จะเอายาพิษใส่อาหารให้กิน  พอสองคนเลิกกันแกถึงสบายใจขึ้น  แต่ก็ไม่วายจบปัญหาลูกชัง  แกไม่ค่อยสบายนอนอยู่บ้าน  ให้คนโตกับคนกลางช่วยทำงานที่บ้าน  แต่แกกลับเริ่มคิดไปไกลว่าสองคนนี้จะฮุบสมบัติ   แกต้องรีบขายกิจการแล้วหนีไปกับคนลูกคนเล็กสองคน  ตอนนี้เลยไม่รู้ว่าบ้านนี้ต่อไปใครจะฆ่าใคร ใครจะวางยาใคร ใครจะฮุบสมบัติใคร....
       

         

           




วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตที่พอเพียง โดย มาร์ติน วีลเลอร์

ผมเป็นชาวอังกฤษที่มีเมียไทย โดย..มาร์ติน วีลเลอร

โดย มาร์ติน วีลเลอร์
           
            ผมเป็นชาวอังกฤษ เกิดในครอบครัวที่ฐานะดีพอสมควร พ่อจบปริญญาเอกเป็นผู้จัดการบริษัทเกี่ยวกับสารเคมี ยาฆ่าแมลง มีลูกน้อง ๒๐,๐๐๐ กว่าคน แม่จบปริญญาตรี เป็นครูสอนเปียโนกับไวโอลิน ผมจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่งภาษาละติน ครั้งแรกเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปีที่ ๓ ผมย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยลอนดอน และจบที่นั่น ผมไม่ชอบเคมบริดจ์ เพราะเป็น แบบโบราณ
            อังกฤษเป็นประเทศเก่าแก่มาก สมัยโบราณเป็นระบบศักดินา  มีขุนนาง และ ชาวบ้านเป็นขี้ข้า ทุกวันนี้แม้ยกเลิกระบบนั้นแล้ว แต่ที่เคมบริดจ์ยังเจอวัฒนธรรม แบบขุนนาง  เป็นสังคมเล็กๆ ผ่านมา ๒๐๐-๓๐๐ ปีแล้ว แต่ไม่รับรู้อะไร ไม่เข้าใจชาวบ้าน เขาคิดแต่เรื่อง สังคมเล็กๆ ของเขาในกลุ่มคนชั้นสูง เป็นพวกหอคอยงาช้าง ที่ผมเรียนได้คะแนนดี เพราะพ่อแม่ของผมบังคับให้เรียนหนังสือ ส่งเสริมให้เรียนตั้งแต่อายุ ๒ ขวบครึ่ง สอบไปเรื่อยๆ เพิ่มไอ.คิว. ให้สูงที่สุด เท่าที่จะทำได้ผมเรียนสูงจนได้เกียรตินิยม เพราะพ่อแม่มีเงินช่วย ไม่เกี่ยวกับความฉลาดเฉพาะตัว
            ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องเงิน ไม่อยากมีรถยนต์ ไม่อยากมีบ้านใหญ่ อยากมีบ้านเล็กๆ
อยากมี ครอบครัวเล็กๆ ที่มีความสุข ไม่สนใจเรื่องวัตถุ ผมอยากอยู่แบบง่ายๆ เมื่อก่อนไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร แต่ตอนนี้รู้ว่า เขาเรียกมักน้อย  สันโดษ ที่อังกฤษเขาว่าผมบ้า เป็นเด็กนิสัยเสีย เพราะพ่อแม่ส่งให้เรียนหนังสือ แต่ไม่เอาความรู้ไปหาเงิน เขาหาว่า เด็กที่ไม่คิดทำงานนั้น นิสัยเสีย
            หลังจากเรียนจบแล้ว ผมก็เอาปริญญาให้พ่อแม่ตามที่ท่านอยากได้ แล้วผมก็ไปทำงานก่อสร้าง แบกอิฐแบกปูนอยู่ ๑๐ ปี ช่วงนั้นชาวบ้านบอกว่า ผมบ้าแน่ครับ  แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากเรียนรู้ชีวิต อยากรู้จักตัวเองว่ามีความสามารถมากน้อยเพียงใด มีความอดทนมั้ย ทำในสิ่งที่เราไม่น่าจะทำได้มั้ย ท้าทายตัวเองบ้าง อยากผ่านชีวิตที่ลำบากบ้าง
            ผมอยู่ในสังคมของคนมีเงิน เขาจะพูดถึงแต่เรื่องเงิน คุณมีรถยี่ห้ออะไรบ้างมี่กี่คัน คุณมีบ้านใหญ่ ขนาดไหน  ลูกของคุณเรียนที่ไหน เอาลูกมาแข่งขันกัน จบจากที่ไหนบ้าง จบจากเคมบริดจ์ดีกว่าจบจากมหาวิทยาลัยลอนดอน แต่ผมกลับคิดว่า ชีวิตน่าจะมีอะไร มากกว่านั้น ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร แต่ที่รู้แน่ๆ คือไม่ใช่เงิน ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ปริญญา ต้องมีสิ่งอื่น ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ผมก็เลยมาลองแบกอิฐ แบกของหนักไว้ก่อน เดินแบกอิฐไปมา วันละสาม-สี่พันเที่ยว มันอิสระ เรามีเวลาคิดได้รู้จักคนอื่น และได้สร้างความเข้มแข็งให้ร่างกาย แล้วจิตใจเราก็เข้มแข็งขึ้นด้วย
            ชาวบ้านธรรมดาที่อังกฤษนั้น จริงๆ เขาลำบากกว่าคนไทยมาก เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ที่ผมได้เห็น ชีวิตของชาวบ้านที่อังกฤษแย่มาก คนที่นั่น ๖๐% ไม่มีบ้าน ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา 
จะไม่ได้เป็น เจ้าของบ้าน ต้องไปเช่าบ้านจากเจ้านายตลอดชีวิต ๙๘%ไม่มีใครมีที่ทำกิน แล้วก็อยู่ในเมือง เป็นขี้ข้าเขาหมด แม้แต่เป็นผู้จัดการก็เป็นขี้ข้าด้วย เพราะไม่มีใครพึ่งตนเอง ไม่มีใครมีที่ทำกิน จะไปทำอะไรช่วยตัวเองก็ไม่ได้ จะไปสุขอะไรก็ไม่ ได้ ต้องไปหาเงิน ชีวิตอยู่กับเงินอย่างเดียว เงินเยอะ ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เงินน้อยคุณภาพชีวิตก็ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่
            ถามว่าชีวิตของพ่อมีความสุขมั้ย ผมคิดว่าไม่ ผมคิดว่าพ่ออยากได้บางสิ่งบางอย่าง 
เขาได้เงินเดือน เยอะมาก ได้รับบำเหน็จบำนาญ เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในชุมชน มีตำแหน่ง มีเกียรติยศอะไรอีกเยอะแยะ แต่ผมคิดว่าพ่อไม่มีความสุข เพราะว่าวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ไปทำงานที่โรงงาน ตกเย็นไปประชุมอีก กลับบ้านสามทุ่ม  สี่ทุ่ม ไม่ได้เจอเมียเจอลูก วันเสาร์อาทิตย์พ่อก็ปวดหัว อยากพักผ่อน พ่ออยากอยู่คนเดียว ไม่ให้ใครรบกวน พ่อมีเมีย และลูกสามคน แต่พ่อไม่ค่อยได้เห็นลูกเห็นเมีย สมัยที่ผมอายุสิบสามขวบ ผมไม่ได้คุยกับพ่อ แม้แต่คำเดียว เกือบปีครึ่ง เห็นเมื่อไหร่ก็เจอพ่อปวดหัวตลอด คิดหนัก อาชีพของพ่อ ต้องใช้สมองมาก ผมว่ามันเป็นกรรมพันธุ์ด้วย ผมก็ปวดหัวบ่อยเหมือนกัน (หัวเราะ) ชอบคิดมาก ตอนนี้หายแล้ว แม่เข้าใจผม แต่ไม่เห็นด้วยที่ผมมาเมืองไทย
            แม่เสียชีวิต ผมได้มรดกนิดๆ หน่อยๆ มีเวลาที่จะไปเที่ยว ผมเคยวางแผนไว้ในใจว่าจะเที่ยว ๑ ปี จะไปในประเทศ ที่ผมไม่เคยไปมาก่อน เช่น ไทย ลาว เขมร พม่า มาเลย์ เวียดนาม อินโด ออสเตรเลีย คิดว่าจะไปออสเตรเลียเพราะเป็นประเทศเปิด ไม่ค่อยมีกฏระเบียบ เหมือนอังกฤษ 
แต่ก็ยังไม่ได้ไปตามแผนที่วางไว้ ประเทศแรกที่ผมมาคือประเทศไทย
            สมัยก่อนผมนิสัยเสีย ชอบกินเหล้า ชอบเที่ยว ชอบสนุก เงินที่ผมเก็บไว้ ๑ ปี ภายใน ๒ เดือนใช้หมดเลย ไม่มีเงินกลับบ้าน ผมอยู่ประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ผมอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีเงิน
แม้แต่บาทเดียว ไปหางานทำ  อาชีพอย่างเดียวที่เราทำได้ คือเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ จริงๆแล้ว
ผมไม่ได้เป็นครูหรอก ผมสอนไม่เป็น แต่คนไทยเห็นฝรั่ง จะบอกว่าฝรั่งทุกคนเป็นครูสอนภาษา ซึ่งมันไม่จริง ฝรั่งส่วนมากไม่ได้เป็นครู
            ที่กรุงเทพฯ เขาจ้างผมให้เป็นครู เอาเสื้อผ้าดีๆ เนคไทดีๆให้ใส่ เขาบอกว่า คุณเป็นครูนะ 
แล้วเขาก็ส่งผมเข้าห้องเรียนเลย  ความจริงฝรั่งที่เขาเรียกครูนั้น ไม่มีใครเคยสอนหนังสือ แม้แต่คนเดียวและบางครั้ง ก็ไม่ใช่คนอังกฤษด้วย มีคนหนึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส พูดภาษาอังกฤษผมฟังไม่รู้เรื่อง แม้แต่คำเดียว คนไทยก็แปลกดีเหมือนกัน เขาให้เงินเดือนผมเดือนละ ๓ หมื่นบาท ไปนั่งเฉยๆ ผมก็ละอายใจ ไม่อยากรับ ผมคิดมาก ปวดหัวทั้งวันทั้งคืน เพราะถ้าเราทำงานอะไรในชีวิต เราต้องได้ผล สมมุติมีคนมาจ้างเรา ๑๐๐ บาทแบกอิฐผมจะรับแน่เพราะว่า ผมแบกอิฐแผ่นนั้น จากโน่นไปที่นู่น ผมทำได้แน่ครับ แล้วผมก็จะเอาเงินของคุณไป แต่เวลาผมเป็นครูสอนภาษา มันไม่ได้ผลหรอก ผมสอนไม่เป็น เอาเงินให้ผมเฉยๆ ผมก็รู้สึกว่าไม่น่าจะเอา ผมไม่ได้ทำประโยชน์อะไร คุ้มค่าเงินนะ
            ผมมีอุดมการณ์เล็กๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ  ๑. ถ้าเราทำงานอะไร ต้องทำในสิ่งที่เรามีความสุข
  ๒.จะไม่ทำงานที่ต้องผูกเนคไท  ๓.จะไม่มีกระเป๋าเอกสารเพราะว่าเหมือนสังคมของพ่อแม่ผม เขาจะทำงานแบบนั้น ทุกคนมีเสื้อนอก มีรถยนต์มีเอกสาร แต่เขาไม่ค่อยมีความสุขหรอก ผมเอาสิ่งนี้ มาเป็นสัญลักษณ์ แห่งการทำงานที่ไม่มีความสุข
            มีช่วงเดียวเท่านั้นที่ผมทรยศต่อชีวิตตัวเองคือ ช่วงที่ผมเป็นครูอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมต้องผูกเนคไท ผมทำในสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดเลย เพื่อเงินอย่างเดียว ทำอยู่ประมาณ ๑๑ เดือน ชีวิตไม่มีความสุขเหมือนอยู่ที่อังกฤษ คือทำงานอะไรก็ได้ ขอให้มีเงิน แต่ไม่มีความสุข แล้วก็เอาเงินไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องไปเที่ยว ไปกินเหล้า ไปสูบบุหรี่ ยาเสพติดทุกชนิดผมเอาหมด ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แม้แต่อยู่กรุงเทพฯ ก็ยังทำอยู่ ถึงได้เงินเยอะ แต่ไม่รู้ว่า จะเอาไปทำอะไร เพราะเงินไม่ช่วยให้เรามีความสุข
            ผมเจอภรรยา เธอมาจากจังหวัดขอนแก่นอยู่กรุงเทพฯ ไม่นานก็มีลูก ผมเริ่มคิดหนัก
แต่ก่อน อยู่คนเดียวไม่มีปัญหา มีความสุขหรือไม่มีก็คนเดียว ไม่ยากหรอก เมื่อมีเมียมีลูก มันต้อง 
รับผิดชอบผู้อื่นด้วย จะไปนั่งกินเหล้าเฉยๆ ไม่ได้หรอก คิดว่าทำอย่างไร ให้เมียกับลูกอยู่ได้ ผมรู้แน่ๆ  ถ้าผมอยู่ในสังคมเมือง และทำงานแบบนี้ ผมจะเป็นคนแย่มาก จะกินเหล้า สูบบุหรี่ ติดยา เที่ยวอย่างเดียว จึงตัดสินใจตัดตัวเองออกจากสังคมเมือง ไปอยู่บ้านนอก แฟนผม มาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดขอนแก่น ช่วงปีใหม่ผมไปเที่ยวบ้านของแม่ยาย เห็นว่า เป็นธรรมชาติดี
            ต้องเข้าใจว่าคนอังกฤษอยู่บ้านนอกไม่ได้ เพราะชนบทมีพื้นที่นิดเดียว พวกขุนนางยึดหมด คนยากจน จึงอยู่ชนบทไม่ได้ ต้องไปอยู่ในเมืองที่สกปรก แออัด คนอังกฤษที่ยังรวยไม่ถึงขั้น
เช่นพ่อของผม มีเงินเยอะ แต่ก็ยังรวยไม่ถึงขั้น เพราะยังอยู่ในเมือง วัดจากคนที่อยู่กลางเมืองใหญ่ๆ 
จะเป็นคนจนที่สุด ที่อยู่ชานเมือง จะเป็นพวกครู ข้าราชการ อะไรแบบนั้น เป็นผู้จัดการ ก็ยังอยู่ในเมือง ส่วนคนที่จะได้อยู่บ้านนอก จะต้องเป็นคนรวย  ถึงขั้นจริงๆ เป็นพวกขุนนางใหญ่โต
            มันเป็นเรื่องแปลก ผมมาอยู่ที่ขอนแก่นเห็นแต่ละคน มีที่ดินเยอะมาก ชาว บ้านธรรมดาคนเดียวมีถึง ๕๐ ไร่ ๒๐๐ กว่าไร่ก็มี พ่อแม่ผมมีแค่ครึ่งไร่เท่านั้นเอง แต่อยู่บ้านนอกที่นี่ โอ้โฮ..  มีเยอะมาก สะอาดด้วย อากาศก็ดี ตอนแรกได้กลิ่น ผมก็ว่ากลิ่นอะไร อ๋อมันกลิ่นธรรมชาติ ผมไม่เคยดมมาก่อน โอ้สุดยอดเลยบ้านนอก คนอื่นว่าฝรั่งมันบ้า  เพราะเขาไม่คิดว่าทำไมฝรั่งอยากไปอยู่บ้านนอก เขาคิดว่าฝรั่งมีแต่คนรวย ฝรั่งไม่มีคนยากจน เขาไม่รู้จริงๆ ว่าฝรั่งส่วนมากลำบาก บ้านก็ไม่มี ที่ดินก็ไม่มี เป็นขี้ข้าเขาหมด ลูกก็ไม่มีอนาคต
            ปัญหาของระบบทุนนิยมคือเรื่องเงิน เงินถูกจำกัดเป็นก้อนเล็กๆ คนรวยกวาดเงินไปเยอะ จนเหลือนิดเดียว มันแบ่งกันไม่ลงตัว ทำให้มีคนจนเยอะ ถ้ามีคนรวย ๑ คน จะมีคนจนเป็นร้อยเลย
ระบบทุนนิยมจึงอยู่ได้ ปัญหาของคนยากจนคือ ทำยังไง จะมีชีวิตที่ดี เราจะหลุดพ้น จากความยากจนได้ต้องหาสิ่งที่ไม่ใช่เงิน อันนี้เป็นจุดเด่นของประเทศไทย ชาวบ้านธรรมดา อาจจะไม่มีเงินเยอะแต่เขาสามารถจะหาหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มีคุณค่า มากกว่าเงินตั้งเยอะ
            ผมตกลงกับแฟนว่าเราจะไปอยู่บ้านนอก ผมจะไม่รับจ้างสอนภาษาอังกฤษ เขาก็ตกลง
แต่ปัญหาคือ ผมทำเกษตรไม่เป็น ช่วงแรกก็ลำบาก ต้องกลับมาแบกอิฐเหมือนเดิม วันละร้อยยี่สิบบาท โอ้โฮ...เหนื่อย เพราะที่อังกฤษ ถึงจะแดดร้อน แต่อากาศเย็น เดินไม่ได้ ต้องวิ่ง ก็อุ่นได้ 
แต่ขอนแก่นช่วงนั้น เป็นเดือน ๔ อากาศร้อนมาก ๔๐ กว่าองศา บางครั้ง ผมเป็นลม เขาเอาน้ำมาสาด โอ๊ย.! ฝรั่งมันบ้า ทำไมไม่กลับบ้าน คิดผิดหรือเปล่า  ทำไมต้อง มาลำบากขนาดนี้ เขาคิดว่า ผมเป็นฆาตกร ไปฆ่าคนที่อังกฤษแล้วกลับบ้านไม่ได้ หนีคดีมา ความจริงไม่ใช่ ผมก็แค่อยากหาคำตอบในชีวิต บางเรื่องเท่านั้น อยากหาความสุขที่เป็นแบบ ยั่งยืนสักหน่อย
            บางครั้งก็คิดหนีไปที่อื่นเหมือนกัน แต่ผมไม่รู้ว่าถ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้จะไปอยู่ที่ไหน คิดว่า เราต้องหาคำตอบให้ได้  ปัญหาอาจจะอยู่ที่ตัวของผมเอง แต่ในภาพรวมที่นี่ดี สิ่งแวดล้อมดี สะอาด
ถ้าเรามีลูก เราอยากให้ลูกของเราอยู่ในที่สะอาด อาหารธรรมชาติฟรีๆ ก็มีเยอะมาก ในภาคอีสาน เห็ดแดง หน่อไม้ ไข่มดแดง ดอกกระเจียว ผักอีหรอก แมงคับ แมงคาม ขี้กะปอมเยอะ แต่บางคนก็ไม่กินนะ บางคนก็กิน ซึ่งมันดีมากเพราะว่า ๑.สะอาด  อาหารธรรมชาติ ไม่มีใครไปใส่ปุ๋ยเคมี ๒.ไม่ได้ซื้อ ไม่ได้ใช้เงินขอให้ขยันเดินไปเก็บ สมัยก่อน ที่อังกฤษ ผมจะเดินแบกอิฐทั้งวัน เมื่อได้เงินแล้ว ก็เอาเงินเกือบทั้งหมดไปซื้ออาหารในร้าน ฝรั่งส่วนมาก ทำงานหนักทุกวัน แต่เงินที่เขาได้มันเพียงพอที่จะซื้ออาหารกินเท่านั้น ไม่มีเงินเหลือฝากธนาคาร
            มันเป็นเรื่องแปลกนะที่ประเทศไทย คนยากจนมีหนี้สินเยอะ ที่อังกฤษมีแต่คนรวย
ที่มีหนี้สิน คนจนไม่มีหนี้  เพราะเขาไม่ให้คนจนยืมเงิน เนื่องจากกลัวจะไม่มีปัญญาใช้คืน จึงไม่มีสิทธิ์มีหนี้สิน แต่คนรวยยืมเงินได้ คำว่ารวยกับคำว่าจน มันคืออะไรกันแน่
            ที่ขอนแก่นเขาว่าผมบ้าบ้าง ฝรั่งยากจนบ้าง ฝรั่งตกอับบ้าง ฝรั่งขี้นก ฝรั่งไม่มีเงิน แต่ผมบอกว่า ไม่ใช่ ผมรวยนะ เขาถามว่ารวยได้ยังไง ผมบอกว่า ๑. ผมมีบ้าน ผมทำบ้านเล็กๆ เป็นกระท่อมน้อยๆ เอาหญ้ามามุงหลังคาชาวบ้านเรียกว่า เถียงนา ไม่ใช่บ้านหรอก ผมบอกว่าใช่ มันบ้านของผม ไม่ใช่บ้านเจ้านาย ราคาหนึ่งหมื่นสองพันบาทอยู่ได้ครับ มันกันแดดกันฝนได้ แค่นั้นผมก็รวยแล้ว  ๒. มีที่ดิน แค่ ๖ ไร่เท่านั้นเอง ที่นั่นเขาบอกว่ากระจอก มีนิดเดียวแต่สำหรับฝรั่ง มันเยอะมาก จริงๆ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานของชีวิต เราต้องมีที่อยู่อาศัยเป็นของเรา
ไม่ใช่ของเจ้านาย เพราะว่าถ้ามันเป็นของเจ้านาย เราต้องไปหาเงินให้เขา ถ้าเราไม่มีเงิน เขาก็ไล่เราออก เราไม่มีที่อยู่นะ เพราะฉะนั้น ต้องมีบ้านเป็นของตัวเองไว้ก่อน ซึ่งผมก็มีบ้าน คิดว่าลูกของผม จะต้องมีบ้านแน่ๆ ด้วย เรื่องเกษตรผมทำไม่เก่ง แต่ที่ทำได้ง่ายคือ ปลูกต้นไม้ ไม้ประดู่ ไม้สะเดา ไม้ยาง ปลูกไว้ให้ลูกสร้างบ้าน ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้โตเร็วมาก แค่ ๒๕-๓๐ ปีตัดได้แล้ว ไม่เหมือนอังกฤษ ๒๐๐ ปีได้เท่านี้เอง เพราะอากาศเย็น
            เป็นเรื่องแปลก ที่คนไทยจะบ่น โอ๊ย..มันร้อนๆ ผมว่ากลับเป็นเรื่องดี แสงแดดเยอะ จะทำการเกษตรได้ตลอดเวลา ๑ ปี ทำได้ทุกวัน  แต่คนไทยจะบ่นร้อนๆ ไม่เอาๆ อยากเป็นคนผิวขาวดีกว่า แต่คนอังกฤษเขาถือคนผิวขาวเป็นคนจน เพราะว่าไม่ มีปัญญา จะไปเมืองนอก ซึ่งกลับกันเลย แม้แต่พ่อของผมเขาก็ยังมีเครื่องอาบแดดเพื่อให้ผิวเป็นสีแทน ให้ดูเป็นแบบคนมีสตางค์ แต่คนไทย กลับอยากมีผิวขาว
            ผมมีลูก ๓ คน ชาย ๒ หญิง ๑ สิ่งสำคัญที่สุด ๒ เรื่องในชีวิตของเรา คือ ๑. ต้องมีบ้านเป็นของตัวเองให้ได้จึงจะถือว่า ชีวิตประสบความสำเร็จ ๒. ต้องมีงานทำทุกวัน ไม่ได้จำกัดว่า
ต้องเป็นงานอะไร แต่ขอให้ มีงานทำทุกวัน ชีวิตจึงจะไม่สูญเปล่า วิธีเดียวที่รับประกันได้ว่า ลูกมีงานทำ คือการมีที่ทำกินให้เขา และเราต้องช่วยให้เขาทำเป็น ผมคิดว่าคนชนบทจริงๆ ใครมีที่ดินทำกินแล้วจะไม่ตกงาน เว้นแต่คนขี้เกียจ ซึ่งบางคนมีที่ดินเยอะ แต่ไม่ยอมทำ ถ้าเราสั่งสอน ให้ลูกรู้จักทำมาหากิน เขาก็ไม่ตกงาน ผมถือว่างานที่อิสระ และมีประโยชน์ มากที่สุด คืองานเกษตรซึ่งช่วยให้เรากินอิ่มทุกวัน คนอังกฤษกินไม่อิ่มเยอะมากนะ ผมไม่อยาก ให้ลูกของผมอดอาหาร อยากให้ลูกกินอิ่มในลักษณะที่ส่งเสริมสุขภาพด้วย กินอาหาร ที่ไม่มีสารพิษ กินอาหารแบบเรียบง่ายก็ได้ แต่อิ่มทุกวัน เมื่อมีบ้าน มีงาน มีอาหาร ลูกของผม ก็จะรวยที่สุด 
            ผมอยากให้ลูกอยู่บ้านนอก เพราะว่าสะอาด จ้างเท่าไหร่ ก็ไม่อยาก ให้ไปอยู่ ในเมืองหรอกเพราะสกปรก แออัด สำคัญที่สุดคือเรื่องของสังคม ผมไม่อยากให้ลูกไปอยู่ในเมือง เพราะว่า คนเมืองเห็นแก่ตัว วิ่งไปหาเงินอย่างเดียวแข่งขันกันเยอะ   เดี๋ยวก็ฆ่ากัน ด่ากันทุกวัน ไม่สงบ อยากให้ลูกอยู่บ้านนอกเขาจะได้สิ่งที่หายากที่สุดในโลก
             คนอีสานบ้านนอกเป็นคนดีมากนะ มีน้ำใจ รู้จักช่วยเหลือคนอื่น เอื้ออาทรกัน
เกื้อกูลกัน แบ่งปันกัน ไม่แข่งขันกัน ความเป็นชุมชนเป็นสิ่งที่หายากนะ ถ้าเราไปอยู่ในเมือง จะอยู่แบบของใครของมัน บ้านคนละหลัง ครอบครัวคนละหลัง ไม่รู้จักกัน ถ้าเราอยู่ในชุมชนเล็กๆ เราก็ช่วยเหลือกันได้คุยกันได้ แบ่งปันกันได้ ในที่สุดเราก็จะเป็นคนมีน้ำใจได้
            ลูกของผมเขาเป็นคนมีน้ำใจ เขาอาจจะไม่มีเงิน ไม่ได้เรียนหนังสือสูงๆ แต่เขาจะมี 
สิ่งที่ดีกว่านั้นเยอะ คือเขาจะมีที่อยู่อาศัย มีชุมชนที่ดี ไม่มียาเสพติด ไม่มีการพนัน ไม่มีอาชญากรรม 
มันน่าอยู่ ขอให้เราอยู่ในชุมชนที่เป็นแบบนั้น มันก็ดีนะ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกก็จะเป็นคนดี ไม่ติดยา ไม่ขี้ขโมย ไม่เล่นไพ่ มีน้ำใจ  และรู้จักช่วยเหลือคนอื่น ลูกผมเรียน หนังสือไม่เก่ง
ปีนี้เขาได้คะแนนเป็นอันดับที่ ๑๙ ในห้องของเขามีนักเรียน ๓๙ คน มันเดินสายกลาง พอดีเลย (หัวเราะ)
            แต่ผมไม่ได้สนใจเรื่องอันดับคะแนนหรอก ครูเขาเขียนถึงอุปนิสัยของลูกว่า 
เป็นคนที่มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งผมไม่ได้สอนแบบนั้น ฝรั่งส่วนมากจะเห็นแก่ตัว ผมเคยอยู่ ในสังคมอย่างนั้นมาก่อน มันเปลี่ยนยากครับ  ผมจึงไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจ แต่มันเป็นที่ชุมชน เป็นวิถีชีวิตของคนอีสาน ที่เริ่มซึมเข้าไปในกระดูกของเขา ทำให้ลูกอายุแค่ ๘ ขวบเป็นคน มีน้ำใจ ผมถือว่าสุดยอดแล้ว ผมภูมิใจในตัวของลูกมากๆ เรื่องเรียนไม่สำคัญหรอก สำคัญที่สุดนั้น เป็นความมีน้ำใจ ถ้าเขาสามารถรักษาสิ่งนี้ไว้ตลอดชีวิต ผมคิดว่า เขาคงมีความสุขแน่
            ผมเคยบังคับลูกชายคนแรก ตอนอายุประมาณ ๓ ขวบ จับมานั่ง สอนภาษาอังกฤษ 
เขาก็ร้องไห้ ๆ ไม่เอาๆๆ ผมก็คิดว่า เอ๊ะ..เราน่าจะเลิกทรมานเด็ก ปล่อยให้เขามีความสุข ตั้งแต่วันนั้น ผมบอกจะไม่สอนเขาอีก แต่ถ้าอยากเรียนมาบอกผม จะสอนให้ ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ เขายังไม่บอกผมเลย ผมก็มาคิดว่า จะให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษเพื่ออะไร ในหมู่บ้าน ของผมมี ๕๐ รอบครัว ทุกคนพูดอีสานอย่างเดียว แม้แต่ผมก็ยังพูด แล้วจะให้ เขาเรียนภาษาอังกฤษเพื่ออะไร  สมมุติว่าลูกของผมอยากอยู่ในหมู่บ้านนี้ตลอดชีวิต ภาษาอังกฤษก็จะเป็นความรู้ที่ไม่เป็นประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ผมเคยเรียกว่า มันเป็นวิชาขี้ข้า เอาไว้รับจ้างเฉยๆ เอาไปหาเงิน คนที่มีความรู้ ภาษาอังกฤษ จะเอาอันนี้แลกกับเงินอย่างเดียว เขาไม่ได้เรียนเพื่อชีวิตของเขา เขาอยากเอาเงิน ไปทำงานสูงๆ
หน่อย
            ปัญหาของคนอีสานมีมากในเรื่องของการศึกษา คนอีสานส่วนมากไม่อยากให้ลูกเป็นคนอีสาน ไม่อยากให้ลูกเป็นคนบ้านนอก ไม่อยากให้ลูกพูดภาษาอีสาน อยากให้พูดไทย ชาวบ้านส่วนมากคิดอยากให้ลูกได้ดีในชีวิต คิดว่าสิ่งที่ดีในชีวิตของลูกคือ ๑.ไม่ได้พูดอีสาน พูดแต่ภาษาไทย ๒. พูดภาษาอังกฤษด้วย ๓. เล่นคอมพิวเตอร์ได้  ๔. ไปอยู่ในเมือง ๕. ไปรับจ้างเขา ๖. ไปสร้าง หนี้สิน ไปซื้อบ้านหลังเล็กๆ ราคา ๒ ล้าน ๓ ล้านบาท เขาคิดว่าอย่างนี้ลูกของเขาได้ดี ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมก็อยากให้ลูกของผมได้ดีเหมือนกัน แต่ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ปัจจัย ที่จะช่วยให้เขา ได้ชีวิตที่ดี อาจจะเอาไปแลกเงินในบางช่วงได้ แต่ผมหวังว่าลูกของผม จะมีความคิด สูงกว่านั้น ชีวิตน่าจะมีไว้เพื่อหาสิ่งที่ไม่ใช่เงิน ถ้าเขาเรียนรู้ เพื่ออยากจะหาเงิน อย่างเดียวก็น่าเสียใจนะ เพราะความ
รู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เราต้องทำทุกวันตลอดชีวิต เราหยุดเรียนรู้ไม่ได้ แต่เราไม่น่าจะเรียน เพื่อเอาความรู้ เอาปริญญา ไปแลกกับเงิน ทำให้ความรู้ไม่มีคุณค่า
            ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากยังไม่เข้าใจระบบทุนนิยม เห็นฝรั่งที่ไหน ก็คิดว่ารวยหมด
คิดว่าการพัฒนา ในระบบทุนนิยมจะทำให้ทุกคนมีเงิน ไม่เข้าใจว่าประเทศที่พัฒนาระบบทุนนิยม นานแล้วเช่น อังกฤษ สหรัฐ มีปัญหาเยอะมาก แต่คนไทยก็คิดว่า เมืองนอก ดีกว่า อันนี้จุดอ่อนครับ 
คือคนไทยสนใจเมืองนอก ไม่ได้สนใจ ประเทศไทย ผมเป็นฝรั่ง คุณเลยนั่งฟังผม ถ้าผมเป็นชาวบ้าน คุณจะไม่สนใจผมอันนี้เป็นจุดอ่อนนะ
            แต่จุดแข็งคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แผ่นดินประเทศไทย อุดมสมบูรณ์มากๆ ที่ดินเยอะมากน้ำเยอะมาก แสงแดดเยอะมาก ทำเกษตรอยู่รอดแน่ เป็นพลังแผ่นดิน ใครๆ ก็อยากได้ประเทศไทย ผมก็ได้ถึง ๖ ไร่ คนไทยโชคดี มากๆ ที่ได้ในหลวง เป็นผู้นำ พระองค์ท่านเป็นคนที่ทำงาน หนักมากเพื่อช่วยให้คนคิดได้ ช่วยให้คนอยู่ได้ จะหากษัตริย์ ในประเทศอื่น ไม่ค่อยมีแบบนี้ ปัญหาคือคนไทยส่วนมากนับถือในหลวงแต่ไม่ยอมปฏิบัติ ตามคำสอนของในหลวง พระองค์ท่าน บอกมา ๒๗ ปีถึงเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนไทยก็ไม่รู้จักพอเพียง เอาอย่างเดียว ถึงยกมือไหว้ในหลวง แต่เวลาดำรงชีวิต ไม่ได้ทำตามในหลวง ก็ในหลวงบอกไว้แล้วว่า ไม่จำเป็นที่จะ
  ต้องเป็นเสือ ขอให้มีอยู่มีกินไว้ก่อน
            ถ้าทุกคนเริ่มคิดจริงๆ ถึงสิ่งที่ในหลวงพูด เราน่าจะช่วยให้ประเทศไทยอยู่ได้
เพราะความคิด ของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ต้องอาศัย พลังแผ่นดิน ทำได้เฉพาะประเทศไทยนะเศรษฐกิจพอเพียง ที่อื่นทำไม่ได้หรอก เพราะเขาไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ เหมือนประเทศไทย  พวกคุณโชคดีที่ได้แผ่นดินดีๆ ได้ผู้นำที่ดีด้วย และเรื่องที่ ๓ เรื่องศาสนา
            ผมคิดว่าศาสนาพุทธ มีความสำคัญมากๆ สำหรับคนไทย ไม่ใช่แค่นับถือไหว้พระ แค่นั้นไม่พอ แต่อยู่ที่การปฏิบัติด้วยนะ มักน้อย สันโดษ พอเพียง ธรรมะคือธรรมชาติ เป็นเรื่องง่ายๆ พึ่งตนเองก็ได้ ปรัชญาของ ศาสนาพุทธทำได้นะ แต่คนไทยจำนวนน้อยที่เข้าใจ จริงๆ แล้วศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ ออกแบบให้เหมาะสมสำหรับคนบ้านนอก ให้ใช้ชีวิตร่วมกับ ธรรมชาติโดย ไม่ทำลาย ไม่เอาเปรียบ แต่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
            คุณโชคดีมากๆ ที่เกิดในประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปรบกับใคร
ไม่ต้องไปเอาน้ำมัน จากใคร ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ประเทศไทยอยู่ได้ กินอิ่ม มีเหลือแจกด้วย อย่าไปคิดเรื่องเงินอะไรมาก อย่าลดคุณค่าความเป็นไทยของตัวเองลง คนไทยส่วนมาก นิสัยดีจริงๆ คนไทยมีน้ำใจ หายากนะ คนไทยมีพระเจ้าอยู่หัว มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสนาพุทธ ที่ดีมาก ทั้ง ๓ อย่างนี้พยายามรักษาเอาไว้ให้ได้ ชีวิตที่ไม่ทะเยอทะยานเกินไป คือชีวิต ที่มีคุณภาพ ชาวบ้านทุกคนทำได้ ผมเองถึงยังทำไม่สำเร็จ แต่มั่นใจว่าจะทำได้แน่ในอนาคต ถ้าผมทำได้ คนอื่นก็คงทำได้ง่ายกว่าผมเยอะ ทุกอย่างอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่อยากได้อะไรมากเกินไป ในชีวิต ชีวิตมันก็ง่าย พยายามทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้น อย่าให้มันสับสน อย่าให้มันลำบาก พยายามรักษาสิ่งแบบนี้ให้ดี และอย่าเชื่อ  ฝรั่งมากเกินไป

วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

จากสมุดสู่บันทึกOnline โดย Fik

สวัสดีค่ะ  blog นี้ได้สร้างขึ้นเพื่อ"เขียนเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาเป็นประสบการณ์ของชีวิต"

ต่อไปนี้......อาจจะเป็นการเขียนมุมมองในด้านเดียวของเราเอง  (คิดแล้วต้องเขียนได้)

คอมเม้นต์ได้ ตรงไหนถูกผิด ก็ช่วยๆกันแก้ไข  ช่วยสอนและเพิ่มเติมได้นะคะ