บทชีวิต ตอน ไม่เข้าใจบ้าน โดย ผ้าอ้อม
ข้าพเจ้าเรียนมาไม่สูง
ได้เดินทางไปต่างประเทศก็ไม่กี่ที่
แต่ก็ยังดีได้เปิดหูเปิดตาบ้าง
นึกสงสัยอยู่หลายครา
คนใหญ่ๆโตๆที่อยู่ในรัฐบาล
แต่ละคนก็น่าจะในหน้าที่กันมาหลาย 10 ปี
มีเงินมีทองมีอำนาจ
บ้างก็ได้เดินทางไปต่างประเทศดูงาน
ศึกษาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับประเทศอื่นๆ จึงเกิดคำถามเล็กๆขึ้นมาว่า
ทำไมบ้านเราไม่นำเอา "สิ่งดีๆ" บางเรื่องของที่อื่นมาปรับใช้ เพื่อดูแลประชาชนในประเทศกันบ้าง?
เช่น
1.บ้านเรากฏหมายอ่อนมากเหมือนเป็นแค่แผ่นกระดาษ
คนไม่ทำตามกฏหมายเพราะไม่เกรงกลัว จึงมักไม่ค่อยคิดก่อนทำ
ส่วนมากเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งเสียมากกว่า
พอถูกจับก็ค่อยว่ากันมีเงินเยอะมั้ย
มีเส้นสายช่วยได้มั้ย
บางประเทศกฏหมายดีมากเข้มงวดเอาจริงเอาจัง
ประชาชนเกรงใจเวลาจะทำอะไรเขาก็ต้องคิดกันก่อน
บ้านเมืองจึงเป็นระเบียบ
ตำรวจก็ทำงานน้อยลง บางที่มีตำรวจน้อยมาก แต่คนก็ไม่กล้าฝ่าฝืนกฏ ข้าพเจ้าคิดว่าคนเหล่านั้นอาจจะถูกสอนและปฎิบัติจนป็นนิสัย ถึงจะเป็นเวลาเที่ยงคืนไม่มีตำรวจไม่มีด่าน ประชาชนเขาก็ไม่กล้าฝ่าไฟแดงเหมือนบ้านเรา จริงๆถ้าปลูกฝังสร้างจิตสำนึกที่ดีกันในบ้านในโรงเรียนในชุมชน เริ่มจากเล็กๆต่อไปเด็กๆก็จะได้โตเป็นประชาชนที่มีคุณภาพอาจจะไม่ 100% แต่ได้โดยส่วนมากของทั้งหมดก็ยังดี รู้จักใช้เหตุผลมากกว่าใช้ความรุนแรง
กลับมามองบ้านเราแล้วตำรวจทำงานหนักมาก
คดีสูงเป็นภูเขา ตามจับกันไม่ทันเลยทีเดียว
เช่น 2. ขยะเยอะจริงๆ
มีช่วงนึงออกกฏหมายมา
ข้าพเจ้ายังจำได้
ทิ้งขยะไม่ลงถังปรับ 2000 บาท เห่อกันได้ไม่นานก็ลืมกันแล้ว ทุกคนกลับไปเป็นเหมือนเดิม กินเสร็จทิ้งเลย ยัดบ้างตามโต๊ะเก้าอี้ หมากฝรั่งนี่ตัวดี เคี้ยวแล้วคายน่าจะตั้งคำขวัญให้กันไปเลย โอ้โห บนพื้นนี่เหยียบจนรองเท้าเหนอะไปหมด แย่ที่สุดคือนั่งดูหนังอยู่ พอเอามือไปโดนหมากฝรั่งที่คนเคี้ยวเสร็จแล้วดันติดไว้ที่เก้าอีก อันนี้สุดยอด! บางทีอาจจะเป็นความเคยชินของคน ที่กลายเป็นนิสัยยากที่จะเปลี่ยน "ไม้แข็งดัดยาก"
เกือบลืมเรื่องเด็ดไปเลย "การแซงคิว" อันนี้เปลี่ยนยากสักหน่อย
ข้าพเจ้าเจอมาหลายครั้ง
เกือบจะมีปัญหาก็หลายครั้ง
เคยหนนึง
ข้าพเจ้ากำลังยืนต่อแถวรอจ่ายเงินกันสองสามคิวได้
สักพักก็มีหญิงสาวหน้าตาดูดี
เหมือนจะมีการศึกษา
เดินไปที่โต๊ะเก็บเงิน
วางของ 1 ชิ้นแล้วยื่นเงินให้พนักงานทันที
ตัดหน้าอีกคนที่ต่อแถวมา
เขากำลังวางของที่หอบอยู่เต็มมือทีละชิ้น
ไม่ทันค่ะ พนักงานรับเงินแล้วหยิบของผู้หญิงส่งให้นางคนนั้น
ไม่รู้จะโทษคนเก็บเงิน
คนซื้อ
หรือคนต่อคิวที่วางของช้าไปหน่อย
หลังจากที่ข้าพเจ้าสอบถามว่าทำไมถึงทำแบบนั้น
คนเก็บเงินบอก
โอ้ย....บ่อยค่ะเป็นแบบนี้กันเยอะค่ะ บอกให้ต่อคิวก็ไม่ต่อ
พูดจนเหนื่อย
ข้าพเจ้าจึงแนะนำว่าลองหาอะไรมากั้นคิวก็ดีจะได้เข้าแถวกันในช่อง ลองทำดูไม่น่ามีอะไรเสียหาย ดีด้วยจะได้เป็นการฝึกคน
ถ้าเริ่มชินจากสังคมเล็กๆแล้วไปที่อื่นมันก็จะเป็นอัตโนมัติไปเอง
คิดไปคิดมา....ก็ไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวมั้ยที่คนไทยชอบหนีชอบโกงภาษี
เลยทำให้รัฐไม่มีเงินเอามาดูแลประชาชนให้ดีพอ บางประเทศเก็บเงินภาษีแพงแต่สวัสดิการดีจริง
เช่น ใครป่วยเป็นโรคอะไรก็ได้
รักษาให้ไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว เพราะโรงพยาบาลมีเงินสนับสนุนจากเงินภาษีของประชาชน ถ้าเป็นบ้านเราที่ได้ยินข่าวบ่อยๆ
คือ ถ้าเกิดป่วย เกิดอุบัติเหตุ จะคลอด ไม่มีญาติไม่มีคนรองรับ ไม่มีเงินหรือมีประกันแต่ดันไม่ครอบคลุมโรคที่เป็นตอนนั้น ก็อดรักษากันไป เรียกรถกลับบ้านไปนอนรอความตายได้เลย ที่เจอข่าวมาคือ มีผู้หญิงคนหนึ่ง ท้องไปโรงพยาบาล...จะคลอดลูก แต่ประกันสังคมไม่ครอบคลุมถึงการคลอดบุตร เงินก็ไม่มี จึงต้องกลับบ้านทั้งที่ปากช่องคลอดเปิดแล้ว กลับบ้านไปคลอดเองคนเดียวปรากฏว่าลูกตาย คนข้างบ้านมาช่วยเพราะผู้หญิงตกเลือดมาก น่าเศร้า
เพราะเป็นแบบนี้คนจึงตั้งหน้าตั้งตาหาเงินจ่ายค่าประกัน ค่าใช้จ่ายจิปาถะมากมาย แต่ยักไม่จ่ายภาษีให้รัฐหรืออาจจะไม่กล้าจ่ายเพราะไม่ค่อยได้รับสวัสดิการที่ดี จึงเอาเงินไปจ่ายประกันดีกว่า! ดูแลป้องกันตัวเองคนเดียวแบบแคบๆ ไม่ต้องจ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะ.....
บางประเทศมีสวัสดิการเรียนฟรีจนจบ
ถ้าเรียนสูงจนถึงระดับปริญญาเอกนี่
รัฐก็มีเงินให้ด้วยเหมือนทุนเลี้ยงดูตัวเองระหว่างเรียน
จริงๆบ้านเราก็มี แต่ทุนมีจำกัด
ต้องเรียนดีจริงๆหรือฐานะยากจน ต้องกู้เงินรัฐเรียนแล้วคืนในภายหลัง
ตอนจบคือ ไม่ค่อยมีใครอยากจะคืน
บางทีก็คิดว่า
คนไทยอาจจะชินแล้วที่ให้สังคมเป็นแบบนี้
ง่ายๆสบายๆ เอาตัวรอดกันไป
วันนี้กลับบ้านปลอดภัยแล้ว
หลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดีจากภัยสังคมในวันนี้ได้ก็โชคดีแล้ว
ใครไม่รอดก็จะให้โทษใครได้ตอนนี้ ที่ถูกในตอนนี้คือ ดูแลตัวเองดีๆ
ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็มี 2 ที่ ให้ไปขอความช่วยเหลือ คือ ตำรวจ กับ หมอไสยศาสตร์