วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน ทิ้งตอนท้อง

บทชีวิต ตอน ทิ้งตอนท้อง

ขออนุญาติอ้างอิงข้อความบางข้อความจากเวบต่างๆนะคะ

ฉันถูกผู้ชายทิ้งค่ะ แต่ดีขึ้นหลังจากที่ได้รู้ว่าความเจ็บของเรามันแค่อนุบาลและขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ผ่านชีวิตความเจ็บปวดจากความรักด้วยนะคะ

ผู้ชายที่ทิ้งฉันไป....เราวางแผนอนาคตร่วมกันไปแล้วครึ่งหนึ่งแต่สุดท้ายมันก็แค่นั้น วันที่เขาเก็บของออกไป ฉันได้แต่ยืนน้ำตาไหลอย่างเดียวที่หน้าประตู"โชคดีนะคะ ไปตามทางที่คุณต้องการทางที่จะทำให้คุณมีความสุข ขอให้เดินทางปลอดภัย" ตอนนั้นจะโทษเขาก็ไม่ได้เพราะเมื่อเราอยู่กันไป ก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนใจตามเวลาหากไม่มั่นคง ฉันว่าไม่มีใครเป็นคนไม่ดีแค่เขามีเหตุผลและไม่พร้อมจะหยุดกับเราแค่ตรงนี้เท่านั้นเอง 1 อาทิตย์ก่อนเลิกลา ฉันถามเขาในเวลาที่เขาไปนั่งกินเหล้าและเที่ยวกับเพื่อนไม่กลับบ้านหลายวันแล้วว่า คุณพร้อมจะเป็นพ่อคนมั้ย เขาบอกว่าทำไมเหรอพร้อมสิ ฉันก็จบประโยคแค่นั้น...มาวันนี้เขาบอกลาสั้นๆว่าเขาไม่พร้อมจะมีครอบครัว ไม่พร้อมจะอยู่บ้านนอก เขาอยากอยู่กับเพื่อนและมีเพลงมีเบียร์ดีๆให้เขากิน ฉันฟังแค่นั้นก็ยอมรับทุกสิ่งไม่มีคำพูดใดๆจะพูดกันต่อไป มีเพียงน้ำตาที่ไหลออกมาเท่านั้นเอง ไปเถอะ... (ตอนนี้ฉันไม่แน่ใจว่าท้องหรือไม่เพราะประจำเดือนขาด แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ อะไรจะเกิดก็คงต้องเกิด^^)หากฉันท้องก็พร้อมจะดูแลลูกให้ดีที่สุดเพราะมันเกิดจากความรักที่ฉันมี

ต่อไปเป็นข้อความของหลายคนที่ทำให้ฉันเข้าใจชีวิตขึ้นอีกมากมาย....ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลง
Single mom


คบกับแฟนมา8ปี รักกันมาก เขายากมีลูกกับเรามาก แต่เราไม่ยากมีเพราะเป็นน้อยเขา แต่วันหนึ่งพลาดท้องขึ้นมา ก็บอกเขา แต่ผลที่ตอบกลับมาเขาก็ทิ้งเราไป โดยไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว แล้วเขาก็เปลื่ยนเบอร์หนีด้วย ผู้ชายเลวแบบนี้ทุกคนเลยรึ ไม่รู้จะทำยังไงดี ติดต่อเขาไม่ได้เลย เจ็บเกินจะบรรยาย ตอนนี้ก็ท้อง 5 เดือนแล้ว แต่ก็จะสู้เพื่อลูก จะทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อเจ้าตัวน้อยในวันข้างหน้า


ต้องขอบคุณผู้ชายเลว  ที่ทิ้งเราในวันนี้  เพื่อโลกที่สุดใสกว่าในวันข้างหน้า  เดินไปเถอะคุณผู้หญิงเราอยู่ด้วยตัวเอง
เราเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนเ่ก่งและแกร่ง กว่าผู้ชาย  เราขอบเป็นกำลังใจให้ซิงเกิ้ลทุกคนผ่านอุปสรรคทุกสิ่งทุกอย่าง
ไปได้ในเร็ววัน 


ไว้อาลัยไห่ผู้ชาย ขอบคุณที่ทิ้งกันไปนะคะ ผู้ชายคนนั้นทิ้งเราไปตั้งแต่เราท้อง 3 เดือน เราเคยบอกผู้ชายคนนั้นว่าเราท้องนะ แต่ผู้ชายคนนั้นว่าเราท้องกับคนอื่น ตอนนั้นเราเสียไจมากเกือบจะฆ่าตัวตาย แต่พอมานึกอีกทีว่่าเรากำลังจะมีน้อง เราก็กลับมาเป็นคนสดใสเหมือนเดิม ทำทุกอย่างให้เหมือนเดิมถึงเราจะไม่มีผู้ชายคนนั้นเราก็เลี้ยงลูกของเราได่ไม่เห็นต้องเสียใจ ตอนนี้น้องอายุ 1ปี กับ 2เดือนแร่วนะคะ 


ส่วนเรา แต่งงานอยู่กับแฟน มา 4 ปี รักกันดีทุกอย่าง พอเราตกลงกันว่าอยากมีลูกที่น่ารักๆปัญหาก็เกิด เรากำหนดคลอด วันที่ 15 เมษา 54 ที่ผ่านมา แฟนเรา เสีย วันที่ 31 มีนา 54 ยังไม่เห็นน่าแฟนเลย มันคงไม่มีใครโชคร้ายเท่าเราแล้ว .......สู้สุดๆๆ ทุกวันนี้เลี้ยงลูกเอง กลับมาอยู่บ้านเกิดตัวเองแล้ว

แฟนของเราเค้ากลับไปหาแฟนเก่า ก่อนที่เราจะรู้ว่าท้อง ถึงตอนนี้เราเองไม่รู้จะทำยังไงเลย ได้แต่สงสารลูกที่เกิดมาคงไม่มีพ่อเหมือนเด็กหลายๆคน ตอนนี้ก็ได้แต่คิดว่า ลูกคือสิ่งวิเศษคือของขวัญที่ได้จากความรักที่เรามีให้พ่อของเค้า ถึงพ่อของเค้าจะไม่มาสนใจ


-เราเป็นคนหนึ่งที่กำลังเจอปัญหาสามีไม่รับผิดชอบชีวิตลูกเมีย  กินแต่เหล้า  ติดเพื่อน เงินทุกบาททุกสตางค์แทนที่จะเก็บไว้ให้ลูกแต่กลับเลี้ยงเพื่อนที่เป็นแค่เพื่อนกิน  ยามมีเงินพวกเขาจะคิดถึง  แต่ยามจนแม้แต่หน้าพวกนั้นก็ยังไม่มอง  และสามีก็ดีงามกับพวกเพื่อนที่เป็นภาพลวงตา  เราคิดผิดที่เลือกผู้ชายคนนี้  เพราะเราไปเห็นอนาคตของมันแล้วคือ  พ่อสามีก็ติดเหล้าไม่ทำมาหากินปล่อยให้ลูกเมียอยู่แบบอดอยาก  และสามีฉันมีพฤติกรรมส่อแววอยู่แล้ว ฉะนั้นฟันธงเป็นเหมือนพ่อแน่นอน..ฉันไม่อยากให้ลูกเป็นแบบนั้น  ถ้าเลิกกันไปลูกจะมีปมด้อย  แต่ทำยังได้มีพ่อที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเด็กมันย่อมซึมซับ  ฉันเชื่อว่าฉันเลี้ยงลูกฉันได้โดยที่ไม่ต้องแคร์ผู้ชายแบบนั้น...เพราะขืนอยู่ไปก็ไม่มีอนาคต  มองไม่เห็นเลย....

เราก็เป็น Single mom คะ สามิทิ้งตั้งแต่น้องอยู่ในท้องได้ 5 เดือนแล้ว อยู่คนเดียวคลอดลูกคนเดียว ตอนนี้คลอดน้องแล้วและน้องก็อายุได้ 5 เดือนแล้ว เป็นเด็กน่ารักมากคะ (ลูกครึ่งอังกฤษ) คุณแม่ single mom คนอื่นๆ อย่าท้อนะคะ พอเราเห็นหน้าเค้าแล้วเราจะมีพลังคะ ตอนนี้ก็ตกงาน หมดทุกอย่างเลย น้ำก็ท่วมบ้าน ปวดหัวมาก แต่ก็ไม่ยอมแพ้คะ เพื่อชีวิตน้อยๆ สู้ๆ คะ


ฉันก็เป็นอีกคนนึงที่ต้องเลี้ยงลูกคนนเรา บางครั้งก้แอบน้อยใจชีวิต แต่ฉันกำลังต้องทำใจให้เข้มแข็งเพื่อที่จะไม่ไห้เค้ากลับมาอีกมันทุกข์แสนสาหัสเหลือเกิน กับคำว่าท้องไม่มีพ่อมันเหมือนน้ำท่วมปากพูดก้ได้ไม่เต็มที่ แต่ต้องทนรับถ้าหากเราผ่านช่วงที่ลำบากมาแร้วมันก้สบายมาก ลูกคนเดี่ยวเลี้ยง ได้ แต่ขั้นตอนนนี้สิ ปาดน้ำตาไม่รู้กี่ครั้งใน 1 วัน

เรากับแฟนอยู่กันคนละประเทศค่ะ  ก่อนหน้าที่รู้ว่าจะท้อง ได้วางแผนกับแฟนชาวอังกฤษว่าจะไปแต่งงาน แล้วอยุ่ด้วยกันที่โน้นด้วยกัน  อีกไม่กี่อาทิตย์ ก้รู้ว่าตัวเองท้องได้4เดือน ตอนแรกแฟนก้บอกว่าไม่ต้องกังวนอะไรยังงัยเราก้ต้องได้อยู่ด้วยกัน  จนกระทั่งเราท้องได้ึ7เดือนความรู้สึกของเค้าที่มีต่อเรามันเปลี่ยนไป เค้าหาเรื่องทะเลาะกับเราบ่อยขึ้น ไม่รู้จะทำยังงัยได้แต่ร้องไห้ แล้วกล่าวคำว่าขอโทษเค้าอยู่เสมอ ผ่านไปไม่กี่อาทิตย์เค้าก้หายไป เราก้ได้แต่ร้องไห้อยู่คนเดียว จนวันสุดท้ายที่เราจะคลอดก้ยังคงร้องไห้อยู่  ตอนนี้ก้ยังลืมเค้าไม่ได้เพราะรักเค้ามาก แต่มันไม่ใช่ความรักอีกต่อไปแล้ว  ตอนนี้ความรักของเราทั้งหมดอยู่ที่ลูกคนเดียว  ตอนนี้น้องอายุได้ 4 เดือนแล้วค่ะ

สามีต่อให้รักมากแค่ไหน สุดท้ายเลิกกันไป ก็กลายเป็นคนอื่น ส่วนลูก ต่อให้นานแค่ไหน ลูกก้อยังเป็นลูกของเรา เป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตเรานะคะ คิดถึงลูกให้มากๆ

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน รู้หน้า...ไม่รู้ใจ

บทชีวิต ตอน รู้หน้าไม่รู้ใจ  โดย ผ้าอ้อม

ประสบการณ์ของข้าพเจ้าสอนให้รู้ว่าคนเรา "รู้หน้า...ไม่รู้ใจ"

ใครจะรู้....หน้าสวยหล่อแต่งตัวดีพูดจาไพเราะจะเป็นโจร คนร้าย นักต้มตุ๋น ฯลฯ

ใครจะรู้....อาจารย์ พระ คนในเครื่องแบบ จะทำร้ายคนอื่นมีใจอำมหิตได้

ใครจะรู้....ผู้ชายสุภาพ น่ารัก เอาใจเก่ง จะเตะแฟนสาวติดผนัง ซ้อมยับเยิน

ใครจะรู้....ผู้ดีไฮโซ ใช้ของแบรนด์เนม อาจจะมีหนี้สินเป็นล้านๆ

ใครจะรู้....คนขอทาน มีเงินฝากในธนาครเป็นล้าน

ใครจะรู้....หน้าตาดูโง่ๆแต่เป็นดอกเตอร์

ใครจะรู้....จิตใจของคนนั้น กำลังคิดอะไร!

เวลา...จะช่วยให้คุณดูคน อย่าตัดสินคนภายนอกและอย่าพึ่งปักใจเชื่อสิ่งที่พึ่งเห็น

ใช้ตา....มอง
ใช้หู....ฟัง
ใช้สติ...พิจารณา

ความผิดพลาดจึงจะเกิดขึ้นน้อยที่สุดและเมื่อคุณผิดพลาดคุณจะแกรงขึ้นไปอีกขั้นของชีวิต


วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน หนังสือชีวิต

บทชีวิต ตอน หนังสือชีวิต โดย ผ้าอ้อม

            ประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนบนโลกนี้ช่างแตกต่างกัน จะมีที่คล้ายกันหรือใกล้เคียงก็เพียงบางเรื่อง คน 1คนมีหนังสือชีวิต คนละ 1เล่ม เอาไว้เขียนบันทึกเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ผ่านความทรงจำ บางคนนำมาเผยแพร่ บางคนก็เก็บไว้เป็นความลับ ไม่ต้องการให้ใครอ่าน

เมื่อเราโตขึ้นจะได้รู้จักคนมากขึ้น จากที่เรียน ที่ทำงาน เพื่อนบ้าน จากแหล่งท่องเที่ยว.....
คนมีนิสัยต่างกัน หลากหลายรูปแบบ ดีจริงๆ ไม่ดีเลย ดีต่อหน้าไม่ดีลับหลัง เยอะแยะมากมายต้องเลือกดู เหมือนดูละครที่แต่ละคนต่างก็มีบทบาทเป็นของตัวเอง โลกชีวิตจริงก็เป็นเช่นนั้นเช่นกัน

แน่นอนคนเราต้องเลือกคบคนให้เหมาะกับตัวเอง เหมือนเราเข้าห้องสมุด ต้องเดินไปหาหมวดที่เราสนใจก่อน เพื่อเลือกอ่านบางเล่มเท่านั้น คงมีน้อยคนที่เหมาเอาทุกคนที่เจอเป็นเพื่อนเสียหมด เพื่อนรุ่นพี่ รุ่นน้อง วัยเดียวกัน คนรวย คนจน นักปราชญ์หรือขี้เมา ล้วนมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป ลองเปิดอ่านลองฟังและศึกษาชีวิตผู้คน มันเป็นการเรียนประสบการณ์ทางลัดที่เราแทบไม่ต้องเสียเวลาไปพิสูจน์เอง

            ข้าพเจ้าได้คุยกับคนแปลกหน้าเสมอ ในเวลาที่เดินทางท่องเที่ยว ชีวิตผู้คนเหล่านั้นน่าสนใจ บางคนก็เป็นคนท้องถิ่นหรือนักเดินทาง  พวกเราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ภาษา ฯลฯ เมื่อเราเจอเพื่อนที่ดีเจอหนังสือที่ดี   ช่างเป็นเรื่องที่มีความสุขที่ได้แบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ   ข้าพเจ้าว่าคนเราเลือกได้ว่าจะยืนตรงจุดไหนของชีวิต อยู่ที่ทัศนะคติการมองโลก  เมื่อเรามีทัศนะคติดีมองโลกด้านบวก แม้ว่าจะเกิดปัญหาอุปสรรคใดๆเข้ามากระทบกระเทือนก็ยังผ่านไปได้ด้วยดี แต่หากใช้ชีวิตคิดในแง่ลบ ข้าพเจ้าเชื่อว่า ถึงผู้นั้นจะมีการงานเงินทองทุกสิ่งแล้ว ชีวิตคงยังเป็นทุกข์อยู่ดี ดังนั้น การดำเนินชีวิต ต้องใช้หัวใจและสมองเดินไปพร้อมๆกัน

หนังสือบางเล่มปกเก่ามากแต่ข้างในกลับแต่คุณภาพ บางเล่มปกสวยงามแต่ไม่มีอะไรที่เป็นสาระด้านในเลย หรือปกสวยด้านในดีมีคุณภาพก็มีมากมาย ไม่มีใครู้ว่าข้างในหนังสือมีอะไรนอกจากเราเปิดอ่านก่อน บางเล่มเกริ่นนำมาดีโฆษณาไว้ปกหลัง แต่พออ่านแล้วกลับมีดีแค่นั้นเอง จงหาเล่มที่เหมาะกับเราแล้วค่อยๆอ่าน อย่าตัดสินคนภายนอกเหมือนหน้าปกหนังสือ อย่ามองว่าหนังสือราคาแพงจะมีสาระดีกว่าเล่มอื่นๆ




วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปมาก..ของชาวไทย

บทชีวิต ตอน วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปมาก..ของชาวไทย โดย ผ้าอ้อม

พอจะย้อนกลับมาคิดถึงคนไทย ด้วยกาลเวลาที่ผ่านไปช้าๆ ยังทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นอะไรที่เปลี่ยนไปเยอะมาก คนเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน วัฒนธรรมเปลี่ยน ?

เมื่อก่อนที่ปู่ย่าตายายเล่าสู่กันมาและที่ข้าพเจ้าเกิดมาทันก็ยังเห็นว่า ทุกคนอายุมาก รูปร่างหน้าตาก็เปลี่ยนไป ผมสีดำกลายเป็นสีดอกเลาขาวโพลนสวยงามแบบธรรมชาติมอบให้ สมัยเด็กทุกๆวันหยุดข้าพเจาจะไปหาย่าทวดปู่ทวดตำหมากให้ทั้งสองเคี้ยวเล่นเพลินๆ ท่านแข็งแรงดีมากทั้งที่อายุก็90กว่าปีแล้ว ยังนั่งคุยยิ้มสนุกสนาน หูดี ฟังรู้เรื่อง ตาดี มองเห็นดีแม้จะต้องใส่แว่นตาช่วยบ้าง สมองก็ยังจำได้อย่างดีว่าใครเป็นใคร ไม่มีโรคภัย สุขภาพแข็งแรง คงเป็นเพราะกินของดี ของดีในที่นี้คือ ผักผลไม้ปลูกเองในสวน อยากเอามาทำอาหารทำขนมก็ไปเก็บกันมาแต่พอใช้ เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เอาไว้กินไข่ มีสระน้ำหลังบ้านเผื่อมื้อไหนอยากกินปลา น้ำพริกทำเองกินง่ายๆกับผักลวกแค่นี้ก็อิ่มไป1มื้อกันแล้ว เมนูสุขภาพกันจริงๆ อะไรที่ขาดเราไม่มีเราก็ไปซื้อตลาดเอาง่ายๆ เช่นมะขามเปียกเราไม่มีก็ไปขอซื้อ5บาท ใช้ได้เป็นเดือน

ถ้าลองเปรียบเทียบวิถีชีวิตคนสมัยก่อนที่อยู่บ้านนอกตามชนบทดูง่ายๆ
ได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ปลูกบ้านในป่า คือ ตัดต้นไม้เท่าที่มีพื้นที่ปลูกบ้านพอแล้ว ต้นไม้ที่เหลือในที่ดินก็เอาไว้สูดอากาศดีๆ มีสัตว์ตัวเล็กๆได้อาศัยอยู่ เสียงไก่ขันเสียง นกร้องให้ตื่นตอนเช้าๆนี่แหละนาฬิกาปลุกที่ดีที่สุดแล้ว บ้านไหนทำอาหารมากพอ สามารถใส่จานใส่ถ้วยเอาไปแบ่งให้เพื่อนบ้านกินกัน ฤดูไหนมีปลามีอาหารแตกต่างกันไปก็ช่วยกันเก็บแล้วแบ่งเอาไปกินกัน เทศกาลงานวัดงานต่างๆก็ร่วมกันลงแรงช่วยเหลือกัน

ข้าพเจ้าว่าเมืองเล็กๆหมู่บ้านเล็กนั้นดี คนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยธรรมชาติ ไม่ต้องเรียนไม่ต้องพยายามแต่มันเป็นเองโดยนิสัย สิ่งแวดล้อมผู้คนที่สะสมมานาน คนที่เข้าเมืองหรือโตในเมืองส่วนมากหลังๆมักจะเริ่มเห็นแก่ตัว เอาตัวเองรอดก่อน ไม่อยากแบ่งปัน หวาดกลัวคนอื่นระแวงกันจนเป็นนิสัย แล้วแต่ว่าใครจะชอบอยู่แบบไหน บางทีการอยู่แบบง่ายๆ ไม่รวยแต่มีความสุขอยู่แบบพอมีพอกิน มีงานทำ ดูแลตัวเองและครอบครัวได้ มันก็เป็นความสุขที่ยั่งยืน คนที่ชอบอยู่ในเมืองก็เป็นนิสัยเขา อาจจะชอบความทันสมัย ซื้อของแพงๆเปลี่ยนกันเป็นว่าเล่น ความอดทนไม่ค่อยมีตัวเลือกมันเยอะ เงินหมุนเยอะ แต่สุดท้ายเอาจริงๆแล้ว เวลาหน้าหนาวหรือเวลาที่คนเมืองมีวันหยุดจากการทำงาน ก็มักออกนอกเมืองมาดูธรรมชาติต่างจังหวัดกันเสียส่วนมาก ลองขับรถเข้าไปกรุงเทพตอนปีใหม่หรือสงกรานต์นี่รถหายหมด ถนนโล่งเลยทีเดียว เหตุผลคือบางคนที่เป็นคนต่างจังหวัดก็กลับบ้านเยี่ยมญาติ บางคนก็พาครอบครัวออกนอกเมืองไปท่องเที่ยวเอาธรรมชาติและบรรยากาศดีๆ

ข้าพเจ้าเดินทางบ่อย เวลาไปชนบทจริงๆก็ได้ไปคุยกับชาวบ้าน บางคนก็บอกว่า โอ้โห เขานิสัยไม่ค่อยดีกันเท่าไหร่ บางคนมีสายตาดูถูกชาวบ้านเวลามาเที่ยว บางคนก็พูดจาไม่น่ารักทำตัวเหมือนสูงส่งกว่าคนอื่น ไม่ไหวกันเลย....ข้าพเจ้าได้แต่ฟังแล้วยิ้ม คนดีๆมันก็มีนะข้าพเจ้าว่าแต่คนที่ลืมตัวมันก็เยอะ บางคนอยู่ในเมืองใหญ่ๆเพราะความจำเป็น แต่ใจรักบ้านนอกรักความเป็นอยู่แบบง่ายๆมันก็เยอะแต่เขาอาจจะเลือกยังไม่ได้แค่นั้นเอง

ประเทศเรามันพัฒนาเร็ว จิตใจคนพัฒนาไม่ทัน พอเห็นอะไรที่ต่างชาติเขาว่าดีก็ทำตาม จนบางทีลืมรากเหง้าวัฒนธรรมตัวเองไปเลย กินข้าวไม่ได้กินแต่ขนมปัง สปาเกตตี้ ทำตัวเลียนแบบฝรั่งก็เยอะ จริงๆแล้วข้าพเจ้าว่าสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่คนข้างนอกเขานำเข้ามามันก็ดี ช่วยให้บ้านเมืองเราให้เจริญขึ้น แต่เพียงแค่อย่าลืมว่าเราเป็นใครแค่นั้นเอง รักษาความเป็นตัวตนและเป็นชาติให้ดี เพราะมันคือเสน่ห์ยิ้มสยามเมืองมีน้ำใจ ชื่อเสียงดังนี้ไปไกล ต้องรักษาไว้ให้ดี



วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน คนที่รักเรา vs คนที่เรารัก

บทชีวิต ตอน คนที่รักเรา vs คนที่เรารัก โดย ผ้าอ้อม

         ตั้งแต่เข้าวัยเจริญพันธ์ุ ข้าพเจ้าเจอคำถามนี้บ่อยมากจากคนรู้จัก เพื่อนสนิทมิตรสหาย ความรักนั้นมีหลากหลายรูปแบบ แต่วันนี้ข้าพเจ้าขอพูดถึงความรักแบบแบบชู้สาว ความรักแบบนี้ ทำให้บางคนมีชีวิตอยู่ต่อได้ด้วยกำลังใจ อยู่อย่างสดใส บางคนเจอไม่ดีชีวิตก็เศร้าหมองหดหู่ ท้อถอยจนบางคนอยากตาย กลายเป็นโรคซึมเศร้าไปเลยก็มี

เพื่อนเคยถามข้าพเจ้าเล่นๆว่า "ข้าพเจ้าจะเลือกอะไรระหว่าง คนที่รักเรากับคนที่เรารัก"

คำตอบครั้งแรกตอนวัยรุ่นเกือบจะ20ปี ข้าพเจ้าเลือก "คนที่เรารัก"
           ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า มันจะเจ็บปวดมากแค่ไหน ที่เลือกคนที่รัก แต่ไม่ได้รับรักตอบ บางครั้งยังถูกทำร้ายทั้งจิตใจและร่างกายแถมมาด้วย เจอกับตัวเองหลายครั้งหลายคราที่ใช้หัวใจ ใช้ความรู้สึก เลือกคนที่เราชอบ คิดว่าดีอย่างที่เห็นและแรกคบมักดีเสมอทุกอย่างสดใส เมื่อเวลาผ่านไปความเป็นตัวตัวจริงๆของแต่ละคนนั้นเริ่มออกมา ก็สายไปสำหรับการจะถอนตัวเมื่อได้ปักใจไปแล้ว คราวนี้ถึงตาที่เราต้องอดทน วิ่งตาม รอคอย เจ็บปวด เรียกร้อง งี่เง่า จนถึงที่สุดที่เราต้องยอมเดินจากไปเองด้วยความเจ็บปวด....เหนื่อย! เพราะรักไม่เป็น

คำตอบที่สองตามมา ข้าพเจ้าเลือก "คนที่เรารัก" เหมือนเดิม
          น่าตลกที่ประสบการณ์ ความเจ็บปวดไม่สอนให้รู้จักจำแต่กลับอย่างลองอีกครั้ง
แรกคบนั้นดีอย่างที่กล่าว แต่เมื่อเวลาผ่านไปความจริงคือความจริง "ปัญหา" เกิดขึ้นกับทุกคนและทุกคู่ แต่ว่าเราจะทำอย่างไรให้มันผ่านไปได้ ข้าพเจ้าเจอมาหลากหลายรวมทั้งการนอกใจ หลายครั้งพยายามคิด  มองย้อนตัวเอง มองหาสาเหตุ แก้ไขทีละจุด ปล่อยวาง คิดในแง่บวก หาเหตุผลเพื่อจะคบต่อ พึ่งพุทธศาสนา พยายามทำจนเกือบทุกอย่าง ยื้อเวลาแบบไม่มีเหตุผล  สุดท้ายก็จบด้วยการแยกทางเพราะมันไม่ใช่ก็ไม่ควรฝืน  คนเรามีขีดจำกัด  ข้าพเจ้าเชื่อหลังจากได้ทดลองมาแล้ว

          ข้าพเจ้าขอกลับมารักตัวเองให้ดีที่สุด ถอยออกมาจากซอยเล็กๆที่ทางไม่ดีเท่าที่ควร เพื่อก้าวออกไปสู่ถนนใหญ่ต่อไปดีกว่า ข้าพเจ้าเห็นหลายคู่ ที่บางคนไม่ทำอะไรเลย มีแต่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดแต่คนที่เจ็บก็ยังทนอยู่ นั่นจึงเป็นคำตอบว่า "ความรู้สึกมันไม่มีเหตุผล"  บางคนทำทุกอย่างแต่ไม่ได้เป็นคนที่ถูกรัก  ต่างกับบางคนที่ไม่ทำอะไรเลย  ก็มีคนวิ่งเข้าหา สรุปว่า"จงเป็นตัวของตัวเอง"  
ถ้าคนจะรักเราเขาก็จะรักที่เราเป็นเรา รู้จักปรับแต่ไม่ต้องเปลี่ยน  ไม่ต้องกลัวที่จะสูญเสีย 

เมื่อเจอของไม่ดีมันเริ่มเน่าเราก็ไม่จำเป็นต้องกิน ถูกมั้ย?

           คนเรามาจากต่างถิ่นต่างที่ ต่างพ่อต่างแม่ต่างนิสัย เมื่อมาอยู่ด้วยกัน ย่อมมีสิ่งที่คิดไม่เหมือนกัน ทางออกคือ คนสองคนต้องพยายามปรับตัวถ้าอยากคบกันต่อ  ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนนิสัย แต่คือปรับให้ทั้งคู่สามารถเข้าใจและอยู่ด้วยกันง่ายขึ้น  แต่ถ้า คนต้องการปรับ แต่อีกฝ่ายไม่ยอมและยังคงเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด   อาจทำให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องอดทน  แบบนั้นไม่ดีแน่  ไม่มีใครจะทนได้ไปตลอดชีวิต  ด้วยการแบกน้ำตาทนทุกข์ทั้งชีวิต 
          
สิ่งที่สอนมาจนวันนี้คือ
เริ่มจาก......จงรักตัวเอง ดูแลตัวเองและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
สอง....แบ่งปันความสุข ความรักให้แก่ผู้อื่น โดยที่ตนเองไม่เดือดร้อน
สาม....ยอมรับ เมื่อพบต้องมีจาก ไม่ว่าจากเป็นหรือตาย

คำตอบสุดท้าย....ข้าพเจ้าขอตอบว่า"ข้าพเจ้าจะรักคนที่ข้าพเจ้ารักและคนนั้นรักข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน"

           เมื่อเราเจอมิตรจงทำให้ดีในวันที่รู้จักกัน  ไม่ฝืน  ไม่บังคับ ไม่ทำร้ายกัน  รู้จักให้และเมื่อให้แล้วเหนื่อยก็พอ  ไม่มีใครบังคับให้คุณต้องทำ  จงเลือกทางเดินของตัวเอง  ทางที่ดีที่สุด

จงอยู่อย่างเข้มแข็ง ทุกอย่างที่เข้ามาคือบททดสอบในชีวิต จงก้าวผ่านมันไปให้ได้ 

บทชีวิต ตอน เหตุผลที่ต้องลดน้ำหนัก

บทชีวิต ตอน เหตุผลที่ต้องลดน้ำหนัก โดย ผ้าอ้อม

ข้าพเจ้าต้องบอกก่อนในที่นี้ว่า ไม่ได้ต้องการว่าคนอ้วน คนอ้วนหรือคนที่มีน้ำหนักเกิน  อาจจะเกิดจากหลายกรณี   เช่น  ป่วย  กรรมพันธุ์  พฤติกรรมการกินการใช้ชีวิตประจำวัน   เพื่ออาชีพ ฯลฯ

บังเอิญวันนี้ข้าพเจ้าได้เห็นผู้ชายอ้วนคนหนึ่ง  กำลังจอดรถมอเตอร์ไซต์ติดไฟแดงอยู่ใกล้ๆ   ดูท่าทางร้อนมากเหงื่อออกไหลไปตามตัวและหน้า   ข้าพเจ้าจึงคิดไปถึงว่า    อ้วนมีแต่ปัญหา....เช่น 

1.ความอึดอัด ความร้อน เหงื่อที่ไหลตามพับเนื้อส่วนเกิน หมักหมม

2.บางทีกระดูกเราก็ไม่ได้สร้างมาให้รับน้ำหนักที่มากเกินพอดี เช่น ผลเสียต่อข้อเท้า

3.การเดินทางด้วยยานพาหนะโดยสาร อาจจะต้องจอง 2  ที่นั่งหรือจองชั้นธุรกิจสำหรับเครื่องบิน

4.เสื้อผ้าใช้ผ้าเปลืองมากเกินไป บางคนต้องสั่งตัดเพราะไม่มีไซต์ ในความจริงเสื้อ1ตัวของคนอ้วน
สามารถนำมาตัดให้คนหุ่นปกติใส่ได้2-3คน เลยทีเดียว (ดูมันจะเปลืองทรัพยากรโลกด้วยนะ)

5.บางคนกินอาหารหลายมื้อ กินเยอะเกินไป กินเหลือทิ้ง ข้าพเจ้าสงสารคนไม่มีอะไรจะกิน
ถ้าสมมุติว่าลองตัดอาหารลงครึ่งหนึ่งของที่เคยกิน แล้วแบ่งให้ผู้อื่นหรือเก็บไว้กินมื้อต่อไป
ก็จะเป็นการลดการใช้ทรัพยาการอาหาร ลดการใช้เงิน ได้ช่วยโลกและช่วยลดความอ้วนได้ด้วย

6.ทำงานช้า   เหนื่อยเร็ว  อืดอาด  

7.ไม่สวยงาม ไม่เห็นรูปทรงของรูปร่างที่แท้จริง

มาลดน้ำหนักกันได้แล้ว......รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย


วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน โจรกระชาก...

            บทชีวิต  ตอน โจรกระชาก...โดน ผ้าอ้อม

           การสูญเสียหายต่อชีวิตและทรัพสินย์ของประชาชนเกือบทุกวัน  เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นในสังคมที่มีกฏหมายที่ดีและเข้าถึง  เราไม่พูดถึงประเทศอื่นเพราะเรื่องนี้ข้าพเจ้ารู้น้อยเหลือเกินที่สุด  จึงมาพูดแต่เรื่องบ้านเรานี่ดีกว่า
               
           ถึงสองครั้งสองครา....ที่ข้าพเจ้าถูกกระชากกระเป๋าตอนนั่งซ้อนมอเตอไซต์  รถล้มพัง  คนขับหัวฟาดกำแพงแตก  กระเป๋าก็ขาดไม่มีชิ้นดี  แผลเต็มตัวข้าพเจ้าตกใจมาก  มารอบที่สอง  ถูกกระชากโทรศัพท์ไปต่อหน้าต่อตา  ขณะที่กำลังกดโทรหาเพื่อนที่ป้ายรถเมล์  นางได้แล้วก็วิ่งไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ข้างหน้า  โอ้โห...พูดไม่ออก  ตอนนั้น...ก็ไม่เข้าใจว่าพวกมันเข้าใจบ้างมั้ยว่า  ข้าพเจ้าจะเอาที่ไหนมาซื้อของที่พังไป  ซ่อมรถที่พัง  ค่าเทอมค่ากินค่าที่พักก็ต้องจ่าย  ของที่ขโมยไปกว่าข้าพเจ้าจะเก็บเงินซื้อมาต้องใช้เวลากี่เดือน  เพื่อนของข้าพเจ้ามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล  ทำงานเช้าค่ำ  แต่สิ่งที่ได้คือ  ถูกขโมย  จะโทษที่ข้าพเจ้าสับเพร่า  ไม่ระวังตัวก็เป็นได้  จะคิดว่าคนพวกนั้น  ไม่มีเงินไม่มีงาน ไร้การศึกษา  บ้านมีปัญหา  พ่อแม่ไม่รัก  ติดยาเข้าเส้น  อยากเที่ยวเป็นกิจวัตรหรือชีวิตยากจน  ก็ดูน่าสงสาร
 
ข้าพเจ้าคิดว่า....คนกลุ่มนี้ควรได้รับการช่วยเหลืออย่างด่วน

1. ตำรวจจับคนร้ายไม่ได้สักคน ไปตามคดีใหญ่ๆไม่มีคนดูแลคดีเล็กๆแบบนี้โจรจึงได้ใจ
2. เกิดอะไรขึ้นกับคนไม่มีงานทำ ไม่มีเงินแล้วต้องขโมยของเหรอ  เชื่อมั้ยเป็นขอทานยังดูสุจริตกว่าเป็นไหนๆที่ไม่ทำร้ายหรือไปบังคับคนอื่น
3. ทุกคนมีทางเลือก  ทางที่ดีรัฐควรจัดคนให้เข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย  เพื่อแนะนำชี้แนะ อบรม หางาน สร้างอาชีพ  ให้ดูแลตัวเองได้
4. มูลนิธิในประเทศเรามีมากมาย  แนะนำเขา ช่วยคนเหล่าให้มีทางออกดีกว่า  การเป็นขโมยตลอดชีวิตไม่ดี  ชีวิตมันจะจบไม่สวยแน่นอน

            ข้าพเจ้ามองว่าวันนั้นช่างโชคดีที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในวันนี้  ยังเริ่มทำงานหาซื้อของใหม่ได้ แบบค่อยเป็นค่อยไป   แต่อดสงสารบางคนถูกขโมยของไม่พอ  ยังต้องถูกทำร้ายให้บาดเจ็บอีก    บางครั้งที่ดูข่าวฆ่าชิงทรัพย์ก็มีกันบ่อยๆ  แบบที่ฆ่าข่มขืนก็มีมากมาย  ทำร้ายกันไปจนตายก็มี  บางทีความตายครั้งเดียวที่มี  ก็ต้องมาแลกกับเงินในกระเป๋าเพียงไม่กี่บาท  อาจจะแค่ 20 บาทด้วยซ้ำใครจะรู้

          ทุกวันเราต้องพึ่งตัวเองที่สุด  ระวังตัวเองอย่างดี  หญิงสาวเลิกงานดึกเดินในที่เปลี่ยวหรือต้องอยู่ตามลำพังคนเดียวจะอันตรายมาก ในสังคมทุกวันนี้  ไฟข้างถนนมีก็น้อย  ไม่มีเลยก็หลายสาย  Taxi รถรับจ้างต่างๆก็ต่างคนต่างระแวงกันทั้งคู่   ไม่รู้ใครจะเป็นโจรก่อนใคร  

บทชีวิต ตอน ไม่เข้าใจบ้าน

บทชีวิต ตอน ไม่เข้าใจบ้าน โดย ผ้าอ้อม

ข้าพเจ้าเรียนมาไม่สูง ได้เดินทางไปต่างประเทศก็ไม่กี่ที่ แต่ก็ยังดีได้เปิดหูเปิดตาบ้าง นึกสงสัยอยู่หลายครา คนใหญ่ๆโตๆที่อยู่ในรัฐบาล แต่ละคนก็น่าจะในหน้าที่กันมาหลาย 10 ปี มีเงินมีทองมีอำนาจ บ้างก็ได้เดินทางไปต่างประเทศดูงาน ศึกษาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับประเทศอื่นๆ จึงเกิดคำถามเล็กๆขึ้นมาว่า ทำไมบ้านเราไม่นำเอา "สิ่งดีๆ" บางเรื่องของที่อื่นมาปรับใช้  เพื่อดูแลประชาชนในประเทศกันบ้าง?

เช่น 1.บ้านเรากฏหมายอ่อนมากเหมือนเป็นแค่แผ่นกระดาษ คนไม่ทำตามกฏหมายเพราะไม่เกรงกลัว จึงมักไม่ค่อยคิดก่อนทำ ส่วนมากเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งเสียมากกว่า พอถูกจับก็ค่อยว่ากันมีเงินเยอะมั้ย 
มีเส้นสายช่วยได้มั้ย บางประเทศกฏหมายดีมากเข้มงวดเอาจริงเอาจัง ประชาชนเกรงใจเวลาจะทำอะไรเขาก็ต้องคิดกันก่อน บ้านเมืองจึงเป็นระเบียบ ตำรวจก็ทำงานน้อยลง  บางที่มีตำรวจน้อยมาก  แต่คนก็ไม่กล้าฝ่าฝืนกฏ  ข้าพเจ้าคิดว่าคนเหล่านั้นอาจจะถูกสอนและปฎิบัติจนป็นนิสัย  ถึงจะเป็นเวลาเที่ยงคืนไม่มีตำรวจไม่มีด่าน  ประชาชนเขาก็ไม่กล้าฝ่าไฟแดงเหมือนบ้านเรา  จริงๆถ้าปลูกฝังสร้างจิตสำนึกที่ดีกันในบ้านในโรงเรียนในชุมชน   เริ่มจากเล็กๆต่อไปเด็กๆก็จะได้โตเป็นประชาชนที่มีคุณภาพอาจจะไม่ 100% แต่ได้โดยส่วนมากของทั้งหมดก็ยังดี   รู้จักใช้เหตุผลมากกว่าใช้ความรุนแรง กลับมามองบ้านเราแล้วตำรวจทำงานหนักมาก คดีสูงเป็นภูเขา ตามจับกันไม่ทันเลยทีเดียว

เช่น  2. ขยะเยอะจริงๆ มีช่วงนึงออกกฏหมายมา ข้าพเจ้ายังจำได้ ทิ้งขยะไม่ลงถังปรับ 2000 บาท เห่อกันได้ไม่นานก็ลืมกันแล้ว  ทุกคนกลับไปเป็นเหมือนเดิม กินเสร็จทิ้งเลย ยัดบ้างตามโต๊ะเก้าอี้ หมากฝรั่งนี่ตัวดี เคี้ยวแล้วคายน่าจะตั้งคำขวัญให้กันไปเลย โอ้โห บนพื้นนี่เหยียบจนรองเท้าเหนอะไปหมด แย่ที่สุดคือนั่งดูหนังอยู่  พอเอามือไปโดนหมากฝรั่งที่คนเคี้ยวเสร็จแล้วดันติดไว้ที่เก้าอีก อันนี้สุดยอด!   บางทีอาจจะเป็นความเคยชินของคน  ที่กลายเป็นนิสัยยากที่จะเปลี่ยน "ไม้แข็งดัดยาก" 

         เกือบลืมเรื่องเด็ดไปเลย "การแซงคิว" อันนี้เปลี่ยนยากสักหน่อย ข้าพเจ้าเจอมาหลายครั้ง เกือบจะมีปัญหาก็หลายครั้ง เคยหนนึง ข้าพเจ้ากำลังยืนต่อแถวรอจ่ายเงินกันสองสามคิวได้
สักพักก็มีหญิงสาวหน้าตาดูดี เหมือนจะมีการศึกษา เดินไปที่โต๊ะเก็บเงิน วางของ ชิ้นแล้วยื่นเงินให้พนักงานทันที ตัดหน้าอีกคนที่ต่อแถวมา เขากำลังวางของที่หอบอยู่เต็มมือทีละชิ้น
ไม่ทันค่ะ  พนักงานรับเงินแล้วหยิบของผู้หญิงส่งให้นางคนนั้น ไม่รู้จะโทษคนเก็บเงิน คนซื้อ หรือคนต่อคิวที่วางของช้าไปหน่อย

         หลังจากที่ข้าพเจ้าสอบถามว่าทำไมถึงทำแบบนั้น คนเก็บเงินบอก
โอ้ย....บ่อยค่ะเป็นแบบนี้กันเยอะค่ะ  บอกให้ต่อคิวก็ไม่ต่อ พูดจนเหนื่อย ข้าพเจ้าจึงแนะนำว่าลองหาอะไรมากั้นคิวก็ดีจะได้เข้าแถวกันในช่อง  ลองทำดูไม่น่ามีอะไรเสียหาย ดีด้วยจะได้เป็นการฝึกคน 
ถ้าเริ่มชินจากสังคมเล็กๆแล้วไปที่อื่นมันก็จะเป็นอัตโนมัติไปเอง

คิดไปคิดมา....ก็ไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวมั้ยที่คนไทยชอบหนีชอบโกงภาษี เลยทำให้รัฐไม่มีเงินเอามาดูแลประชาชนให้ดีพอ  บางประเทศเก็บเงินภาษีแพงแต่สวัสดิการดีจริง เช่น ใครป่วยเป็นโรคอะไรก็ได้
รักษาให้ไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว  เพราะโรงพยาบาลมีเงินสนับสนุนจากเงินภาษีของประชาชน  ถ้าเป็นบ้านเราที่ได้ยินข่าวบ่อยๆ คือ  ถ้าเกิดป่วย เกิดอุบัติเหตุ จะคลอด ไม่มีญาติไม่มีคนรองรับ ไม่มีเงินหรือมีประกันแต่ดันไม่ครอบคลุมโรคที่เป็นตอนนั้น  ก็อดรักษากันไป  เรียกรถกลับบ้านไปนอนรอความตายได้เลย ที่เจอข่าวมาคือ มีผู้หญิงคนหนึ่ง  ท้องไปโรงพยาบาล...จะคลอดลูก แต่ประกันสังคมไม่ครอบคลุมถึงการคลอดบุตร  เงินก็ไม่มี จึงต้องกลับบ้านทั้งที่ปากช่องคลอดเปิดแล้ว  กลับบ้านไปคลอดเองคนเดียวปรากฏว่าลูกตาย  คนข้างบ้านมาช่วยเพราะผู้หญิงตกเลือดมาก  น่าเศร้า

เพราะเป็นแบบนี้คนจึงตั้งหน้าตั้งตาหาเงินจ่ายค่าประกัน  ค่าใช้จ่ายจิปาถะมากมาย  แต่ยักไม่จ่ายภาษีให้รัฐหรืออาจจะไม่กล้าจ่ายเพราะไม่ค่อยได้รับสวัสดิการที่ดี จึงเอาเงินไปจ่ายประกันดีกว่า!  ดูแลป้องกันตัวเองคนเดียวแบบแคบๆ  ไม่ต้องจ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะ.....

บางประเทศมีสวัสดิการเรียนฟรีจนจบ ถ้าเรียนสูงจนถึงระดับปริญญาเอกนี่ รัฐก็มีเงินให้ด้วยเหมือนทุนเลี้ยงดูตัวเองระหว่างเรียน จริงๆบ้านเราก็มี แต่ทุนมีจำกัด ต้องเรียนดีจริงๆหรือฐานะยากจน  ต้องกู้เงินรัฐเรียนแล้วคืนในภายหลัง ตอนจบคือ ไม่ค่อยมีใครอยากจะคืน


บางทีก็คิดว่า คนไทยอาจจะชินแล้วที่ให้สังคมเป็นแบบนี้ ง่ายๆสบายๆ เอาตัวรอดกันไป
วันนี้กลับบ้านปลอดภัยแล้ว หลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดีจากภัยสังคมในวันนี้ได้ก็โชคดีแล้ว

ใครไม่รอดก็จะให้โทษใครได้ตอนนี้   ที่ถูกในตอนนี้คือ ดูแลตัวเองดีๆ
ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็มี 2 ที่  ให้ไปขอความช่วยเหลือ คือ ตำรวจ กับ หมอไสยศาสตร์

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน โลกไม่ลำเอียง...โอกาสเป็นของทุกคน

         บทชีวิต ตอน โลกไม่ลำเอียง...โอกาสเป็นของทุกคน โดย ผ้าอ้อม

ข้าพเจ้าว่าคนเราเกิดมาพร้อมกับต้นทุน  นั่นก็คือสมอง !
บางคนมาพร้อมกับพรสวรรค์  ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี ฯลฯ 
บางคนมีทุนสมองมาดีแต่บางครั้งก็สู้ความขยันและความพยายามของอีกคนไม่ได้
บางคนมีโอกาสได้ทำอะไรมากมายแต่ไม่ทำ บางคนเกิดมาแทบมองไม่เห็นโอกาส
แต่ก็พยายามที่จะไขว่คว้า  ฉันว่าคนเราสามารถทำได้ทุกอย่าง  แต่อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่  
พยายามแค่ไหน ...

         ความสามารถมีกันทุกคน   มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาด พัฒนาและเรียนรู้ได้อย่างไม่สิ้นสุด 
ข้าพเจ้ามองว่าคำว่าโอกาสมีไว้สำหรับทุกคน  บางทีเราไม่ต้องนั่งรอโอกาสวิ่งมาหาก็ได้  
ลองวิ่งไปหามันเอง  บางอย่างเราก็สร้างมันเองได้  
ข้าพเจ้าคนหนึ่งที่เคยพูดว่า....ก็ข้าพเจ้าไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่นไม่เห็นมีโอกาสหยิบยื่นให้  
เปล่าเลยค่ะ โอกาสมันมีแต่ฉันเองที่กลับยื่นเหตุผลของความขี้เกียจให้ตัวเอง 
วันนี้ข้าพเจ้าคิดใหม่  เรียบเรียงความคิดใหม่  สร้างโอกาสให้ตัวเอง  
อย่าปล่อยให้ตัวเองนั่งรอ  รออะไร?  เมื่อไหร่จะมา? เวลาสอนให้รู้ว่ามันจะไม่หยุดเดิน เหมือนเวลาที่คุณกำลังหยุดนั่ง.....

          มนุษย์เกิดมานี่ก็มีหลากหลายสายพันธุ์ แตกต่างกันไป 
ฉลาดมากฉลาดน้อย  บางคนเก่งมาก บางคนคิดว่าตัวเองโง่ด้อยโอกาสเลยไม่ทำอะไร
ฉันเคยคิดว่าโลกนี้ทำไมถึงไม่ยุติธรรม ทำไมต้องให้คนมีชนชั้น มีความจนความรวย
แตกต่างกันมากเหลือเกิน   บางทีถ้ามองย้อนไปตั้งแต่แรกเริ่ม มนุษย์ถ้ำ เป็นมาเหมือนกันเลย  
แต่จากนั้นที่ใครจะได้เป็นผู้นำ  ใครจะมีกินมากหรือน้อย  ใครจะรวยจะมีอำนาจมาก  
ก็ขึ้นอยู่ที่ความพยายามหรือความทะเยอทะยานของแต่ละคน 
ธรรมชาติให้เรามาเท่าๆกัน อยู่ที่เราจะใช้มันอย่างไร  
               
          แต่หลังๆเริ่มไม่เท่า  ประชากรมากขึ้น ทรัพยากรก็น้อยลงมากขึ้น  การเอาเปรียบเห็นแก่ตัวแก่งแย่งแข่งขันก็มากขึ้น  เพื่อความอยู่รอด  บางที่เจริญมากทรัพยากรหมดเร็วของทดแทนก็ผลิตไม่ทัน  ก็ไปเอาของที่อื่นมาเติมให้เต็ม นี่แหละคือการแย่งอย่างเห็นชัดเจน  พวกที่ถูกแย่งของมาก็ไม่มีใช้  เกิดความไม่สมดุลกันเข้าไปใหญ่  คนมีจะกินก็มีเหลือเฟือเหลือใช้ทิ้งขว้างกันสนุกสนาน  คนไม่มีข้าวจะกินนี่น่าสงสารบางทีข้าวจานเดียวต้องแบ่งกันทั้งบ้าน  เกิดอะไรขึ้น!

          ข้าพเจ้าว่าบางคนที่มีแล้วก็อยากมีอีก  เงิน อำนาจ ชื่อเสียง มันไม่พอ  ถามว่าใช้หมดมั้ยที่หามาได้  ไม่หมดหรอก  ตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะได้ใช้ถึงวันพรุ่งนี้มั้ย  แต่อยากได้อีก  บางคนมีมากมีเหลือแต่ก็มีทัศนคติที่ดี  มีแล้วแบ่งไปช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า  โอกาสน้อยกว่า เอาไปช่วยโลกเอาไปพัฒนาคืนธรรมชาติบ้าง 

          คือถ้าคนเราทุกคนรู้จักพอดีพอเพียงเมื่อถึงจุดๆนึงมันก็ดี  มีปัจจัย 4 แล้ว  ไม่เดือนร้อนแล้ว  อยู่กับธรรมชาติร่วมกันได้แบบไม่เบียดเบียนแล้ว  อยู่แบบพอดี  ช่วยตัวเองได้ไม่ลำบากคนอื่นดูแลตัวเองได้  ทำงานที่ชอบที่ถนัด  รู้จักการช่วยเหลือแบ่งปันผู้อื่นตอบสนองความต้องการของตัวเองได้เท่าที่ไม่ทำลายหรือทำให้คนอื่นต้องเดือนร้อนแค่นี้ก็ดีนะ

         แต่เป็นไปได้ยาก  ถ้าทุกคนมีความรู้จักพอดีพอเพียงในตัวเองกันหมด  หลายๆบริษัทคงไม่รู้จะพัฒนาสินค้าใหม่ๆรุ่นใหม่ๆไปขายให้ใคร  ไม่รู้จะทำลายธรรมชาติต่อยังไง  รถยนต์คนใช้น้อยลงหันมาปั่นจักรยานเยอะขึ้น  น้ำมันก็ขายไม่ดี  โลกมันก็จะไม่ร้อน  แอร์จะไม่ได้ขาย  อาหารกันบูดไม่ได้ใช้  โรงพยาบาลก็ไม่มีคนป่วย  ยาก็ขายไม่ดี  ธุรกิจแย่กันไปหมดถ้าคนทุกคนกลายเป็นแบบคนรู้จักพอ  

         
สำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตทุกด้านคือการมีทัศนคติที่ดี
บางคนมีแล้วรู้จักพอ...บางคนมีพอแล้วแต่ไม่หยุด
บางครั้งการพัฒนาก็มาพร้อมกับการทำลาย  ต้องทำอย่างไร ?




วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน ชายหญิงเท่าเทียมจริงหรือ

บทชีวิต ตอน ชายหญิงเท่าเทียมจริงหรือ โดย ผ้าอ้อม

              ในโลกนี้ ผู้ชายได้ถูกกำหนดให้มีร่างกายที่แข็งแรง  มีสัญชาติญาณการเป็นผู้ล่า  มีความเป็นผู้นำ ผู้คิด  ผู้สร้าง
ในสังคมไทยก็เช่นกัน  ตั้งแต่สมัยก่อนผู้ชายเป็นผู้ทำงานนอกบ้านหาเงิน  สร้างชื่อเสียง อำนาจ บารมี เพื่อปกป้องดูแลผู้หญิง ที่มีหน้าที่ดูแลบ้าน ทำงานบ้าน เลี้ยงลูก เป็นแม่ศรีบ้านศรีเรือน

               เมื่อเวลาผ่านไป  ทุกสิ่งในโลกก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ผู้ชายบางส่วนกลายเป็นผู้หญิงและผู้หญิงก็พยายามจะเป็นผู้ชาย  เทคนิคการแพทย์เจริญก้าวไกลมาก  แทบจะทำอะไรก็ได้เปลี่ยนคนได้เปลี่ยนเพศเปลี่ยนหน้าทำได้หมด  ผู้ชายเริ่มทำงานบ้านเอง  ดูแลลูกช่วยกัน ผู้หญิงก็เริ่มมีบทบาทในสังคมนอกบ้านเยอะขึ้น  ออกมาทำงานหาเงินดูแลตัวเองได้  มีสิทธิมีเสียงมากขึ้น แต่ก็ยังมีมากที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากผู้ชาย  เช่น  สามีทำร้ายภรรยา คดีข่มขืน ทารุณ ต่างๆนานา ยิ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  กฎหมายแทบจะไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย  

               ในประเทศไทยจริงๆแล้ว  มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเด็กและสตรี  มีองค์การช่วยเหลือกลุ่มเด็กและผู้หญิงที่ถูกทำร้าย  แต่ก็ไม่ทั่วถึง  เพราะฉันมองว่ากฏหมายในไทยไม่เข้มแข็งพอ  ข้าพเจ้าเห็นบ่อยมากในหอพักอาศัยห้องเช่าที่ข้าพเจ้าได้เคยอยู่มา  ส่วนมากเด็กมหาลัยหรือวัยรุ่นวัยทำงานที่มีแฟนแล้วอยู่ด้วยกัน เวลาทะเลาะก็ตบตีกันผู้หญิงก็ร้องให้ช่วยกันประจำ แรกๆก็มีคนช่วย  พอช่วยแล้วมันก็ไปดีกันอีก คราวนี้คนช่วยเลยกลายเป็นหมาหัวเน่าไปตามๆกัน  ตอนหลังร้องให้ช่วยอีกเลยไม่มีใครอยากไปยุ่ง ปล่อยตามชะตากรรมเลย บางทีคนช่วยมันก็เอือมระอาได้นะข้าพเจ้าว่า  ยิ่งบางทีกรณีที่  พอช่วยแล้วพาไปโรงพยาบาลหรือไปหาตำรวจแจ้งความลงบันทึกประจำวัน  ผู้ชายก็เสียเงินข้อหาทำร้ายร่างกายแค่นั้น  พอออกมามันก็มาดักทำร้ายฝ่ายหญิงอีก  ไอ้ที่ขู่ฆ่าก็มีเยอะไป  แบบนี้ชีวิตต้องอยู่บนความหวาดระแวงกันไปตลอดเลย  ยิ่งกฎหมายไม่มีการสั่งห้ามการเข้าใกล้กันนี่ยิ่งอันตราย  เพราะข่าวออกมาเยอะนะ  บางทีผู้หญิงเลิกจริงแต่อีกด้านไม่ยอมเลิกนี่ก็ราวีกันไปถึงบ้านถึงที่ทำงานที่เรียนกันเลยทีเดียว  น่ากลัวมาก ข่าวที่ออกมาว่าฝ่ายชายง้อไม่สำเร็จ  เอาน้ำมันราดตัวแฟนสาวเผาซะเลยหรือที่ไปบ้านฝ่ายหญิงแล้วง้อไม่สำเร็จเหมือนกันทีนี้ยิงยกครัวฝ่ายหญิงกันเลยทีเดียว 

              เราว่ากฎหมายที่เข้มงวดสำคัญมาก คนเรามีสิทธิในตัวเองมีเสรีภาพเป็นของตัวเอง  แต่ไม่มีสิทธิไปทำร้ายผู้อื่นได้  มันไม่ถูกต้อง  สิทธิและความคิดมันเป็นของใครของมัน  ถ้าให้ดีเรื่องของจิตใต้สำนึกนี่ควรสอนและปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆเลย  แต่บ้านเมืองเรานี่ก็ยากเพราะยังอยู่ในระบบเงินเป็นใหญ่  เงินมาอะไรก็ถูก  คนดีๆเหลืออีกเท่าไหร่ไม่รู็  แต่ที่รู้คือ ใครมีเงินมีอำนาจมีเส้นมีสายคนนั้นถูกหมด  ไม่ถูกก็หาทางเลี่ยงไปเลี่ยงมาจนได้  ส่วนคนจนในบ้านเราจะมีอะไร  ถูกก็กลายเป็นผิดได้ทุกเมื่อ  ยิ่งการศึกษาน้อยเงินไม่มีพูดอะไรไปคนเขาก็ไม่อยากฟังนัก  บางทีต้องตกเป็นแพะรับบาปไปก็เยอะ
               
              เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเราเอาอารมณ์มาเหนือเหตุผล  ทุกอย่างแย่แน่ๆ  ข้าพเจ้าอ่านข่าวแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนพวกนี้  อยากเอาชนะหรือ?ต้องการอะไร  หรือเขาคิดไม่ออกว่าวันนี้เลิกกันไปก็ดีแสดงว่าไม่ใช่คู่เรา  ดีเสียอีกมีโอกาสได้เจอคนใหม่ๆอาจจะดีกว่าเป็นหลายเท่า  ข้าพเจ้าเชื่อนะว่าเวลาคนหมดใจเอาช้างเอาอะไรมาฉุดก็ไม่อยู่  แต่คนจะอยู่เนี่ยไล่ยังไงก็ไม่ไป  อยู่กับคนที่เต็มใจอยู่ด้วยกันดีกว่า  อย่าฝืนใจใครเลยพาลไม่มีความสุขกันทั้งคู่ (พูดง่ายแต่ทำยาข้าพเจ้ารู้แต่มันคือเรื่องจริง!)

            หลายประเทศในโลกก็มีที่เขาให้สิทธิชายหญิงเท่าเทียมกัน  ช่วยกันดูแลลูก  ช่วยกันทำงานบ้าน  ช่วยกันจ่าย  ไม่เอาเปรียบกัน  กรณีฝ่ายชายจะทำร้ายผู้หญิงในประเทศนี่ผู้ชายต้องคิดหนักเลยนะ  เพราะมันเป็นการละเมิดสิทธิ  ทำไปแล้วถูกจับนี่หมดอนาคตกันพอดีแถมถ้าบ้านไหนแต่งงานแล้วสามีทำร้ายภรรยานี่  อาจจะต้องขึ้นศาลหย่าร้างกันเลยทีเดียว  นี่แหละเมื่อไหร่ที่กฏหมายไทยสามารถเข้มแข็งได้เท่านี้  มันจะดีมากเวลาคนจะทำอะไรมันจะได้คิดได้มีสติก่อน  ไม่ใช่เผลอๆอารมณ์มาล้วนๆจะตีจะฆ่าทำได้เลย  มันดูเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนกันเกินไป  
          
           ประชากรยิ่งมากขึ้น  กฎหมายก็ยิ่งควรรัดกุมและแข็งแรงขึ้น  บ้านเมืองจะได้อยู่ในระเบียบ

           นำเอาสิ่งที่ดีที่พัฒนาของประเทศอื่นมาเป็นตัวอย่าง  สิ่งที่เรามีดีอยู่แล้วในประเทศก็ดำรงคุณค่ามันไว้ 

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน มีกรรมหรือพันธุกรรมเป็นเหตุ

บทชีวิต ตอน มีกรรมหรือพันธุกรรมเป็นเหตุ โดย ผ้าอ้อม

                    เมื่อเด็กเกิดมา  ไม่ครบ 32 ประการ หรือมีโรคชนิดใดชนิดหนึ่งติดมาด้วยตอนเกิด 
คนเราก็จะคิดไปหลายทาง เช่น

เรื่องของวิทยาศาสตร์  
เมื่อร่างกายลูกไม่สมประกอบหรือเป็นโรคใดๆ  สาเหตุอาจจะเป็นเพราะพ่อแม่ที่อาจจะมียีนต์ด้อยแฝงในร่างกาย  ทำให้เกิดปัญหาที่ลูก เช่น ตาของเพื่อนข้าพเจ้าเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง ยายเป็นเบาหวาน พออสุจิมาผสมไข่  ลูกๆของตารับโรคของตามาด้วยทุกคน  พอมารุ่นหลานกลับไม่เป็นอะไรเลยแบบนี้เรียกยีนต์แฝง  อาจจะไปเกิดในรุ่นต่อไป  

อีกสาเหตุที่เด็กจะไม่สมประกอบ  อาจจะช่วงเวลาที่เด็กอยู่ในท้อง ระหว่าง9เดือนนั้น แม่ได้รับสารอาหารหรือยาบางอย่างที่อาจะไปหยุดหรือกระทบการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์  ซึ่งสารอาหารจากมารดานั้นสำคัญมาก คนใกล้ตัวฉันเอง บอกฉันว่า ก่อนที่เธอจะตั้งท้องได้ฉีดสารเร่งผิวขาวเป็นประจำทุกเดือน  หลังจากที่เธอท้องช่วงแรกก็ยังฉีด  เธอว่ามาแบบนั้น หลังจากที่เธอคลอด  ลูกของเธอออกมาพิการที่แขนและขา  แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบแน่นอนว่าเป็นเพราะยาที่ฉีดเข้าไปหรือไม่

เรื่องของกรรม
เด็กบางคนเกิดมามีปัญหา  ถ้าบ้านมีฐานะดีก็ให้หมอช่วยเสริมเติมแต่งให้ได้ ถ้าจนก็ต้องหาทางแก้ไขกันไป และสิ่งที่พวกเขาส่วนมากยอมรับกันก็เรื่องของกรรม พ่อแม่เคยทำอะไรไว้ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ผิดศีล5 อะไรที่เคยทำพอถึงเวลาลูกเลยต้องรับกรรมแทน มีเพื่อนฉันหลายคนเป็นผู้ชายเจ้าชู้  พอจะมีลูกก็กลัวว่าลูกจะออกมาเป็นผู้หญิง กลัวว่าลูกจะมารับกรรมที่ตัวเองเคยทำไว้กับผู้หญิง คิดกันไปต่างๆนานา ถึงว่าทำไมพวกผู้ชายบางบ้านมักจะหวงลูกสาวกันจัง  แต่จริงๆแล้วฉันว่า ทุกคนมีกรรม ของใครก็ของมัน เกิดมาก็มีกรรมแล้วกรรมดีกรรมไม่ดีติดตัวมา  บางคนที่ฉันเห็นเขาก็โทษแต่ว่าตัวเองมีกรรม...มีกรรม ต้องก้มหน้ายอมรับกรรม 

แต่ข้าพเจ้าอดพูดไม่ได้ว่า แล้วทำไมต้องยอมรับมัน ทำไมไม่ทำให้ดีขึ้น คนที่มีร่างกายครบ 32 นั้นโชคดีมากนะ  ขนาดคนที่มีไม่ครบบ้างเป็นใบ้ตาบอดหูหนวก มือไม่มีแขนขาไม่มี เขายังสู้ ข้าพเจ้าว่าสมองกับหัวใจนั้นสำคัญมันเป็นแรงขับเคลื่อนให้คนเราได้คิดได้ทำอะไรที่อยากทำ  อย่าปล่อยให้ชะตากรรมมาควบคุมชีวิตเรา  เราต้องควบคุมชีวิตเราด้วยตัวของเราเองในเวลาที่เรายังมีลมหายใจอยู่ จงคิดให้ดี ทำให้ดี 



วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน วงจรชีวิต

        บทชีวิต ตอน วงจรชีวิต โดย ผ้าอ้อม

          มนุษย์เราพอเริ่มโตขึ้นก็เริ่มมองเห็นอะไรเยอะขึ้น  ประสบการณ์ก็มากขึ้นไปตามวัย  ตอนเกิดมาก็บริสุทธิ์เป็นเหมือนผ้าขาวบางนะ  พอโตขึ้นมาเรื่องๆก็เริ่มได้รับการตกแต่งสีไปมาหลายหลายบางทีก็เยอะจนเละเทะไปเลยก็มี  ถ้าเปรียบกันให้เข้าใจง่ายๆ  ข้าพเจ้าว่าช่วงวันเด็กคนเหมือนสีขาว  พอเริ่มโตสีขาวก็เริ่มเข้มขึ้นเป็นเทาอ่อน เทา เทาแก่ ไปจนดำ ก็ไล่สีไปตามวัยกันไปตามความเข้มข้นซึ่งคนแต่คนมันเข้มอ่อนเร็วช้าไม่เท่ากัน  แล้วแต่สิ่งแวดล้อมรอบข้างที่โตมาด้วย  

          ตอนเด็กเกิดมาใหม่ๆพอมาลองคิดดูกันเล่นๆว่า เกิดมาปุ๊บนี่พูดไม่ได้เลย แค่ลืมตายังลำบากเลย

+ช่วงวันแรกๆต่อมาก็ได้แต่นอนบนเตียงทำตาปริบๆ ฟันก็ไม่มี กินได้แต่น้ำกับนม 

+พอต่อมาก็เริ่มกินอาหารบดได้  ทำเสียงอ้อแอ้ๆ แต่พูดไม่ได้อยากได้อะไรก็บอกไม่ได้ 
  ไม่ได้ดั่งใจ ก็ร้องไห้อย่างเดียว

+ผ่านมาสักพัก  เริ่มฝึกพูดพอได้คำแรกสองคำแรกนี่ที่บ้านก็ดีใจพาฉลองกันใหญ่  

+ต่อมาก็เริ่มคลานเริ่มตั้งไข่จะเดินละ  ช่วงนี้ใช้การคลานดึ๊บๆไปก่อน
  ถึงผนังก็พยายามประคองตัวเองถูๆไถๆให้ยืนขึ้นได้  ก็เริ่มเดินเลียบผนังไปไม่ให้ล้ม

+สักพักก็เริ่มพูดได้เก่งขึ้น  อยากได้อะไรก็บอกได้ ลอกเลียนแบบคนรอบตัว  
   มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง

+ได้เข้าเรียน ทำงาน มีครอบครัว  ออกไปมีชีวิตของตัวเอง 

                  เมื่อเวลาผ่านไป.........


        เดินมาจนถึงเวลาที่เข้าสู่วัยชรา ทุกอย่างมองย้อนขึ้นไปจากบรรทัดสุดท้าย  กลับไปสู้เตียงได้แต่มองตาปริบๆ  นี่แหละชีวิต  ถ้าใครได้มีชีวิตอยู่จนถึงแก่ก็ไม่พ้นจะประสบภาวะนี้เช่นกัน  นอกเสียจากว่าออกกำลังกายดี  สุขภาพแข็งแรง  พอถึงเวลาไปก็หลับไปเฉยๆก็มี  แบบนี้ไม่ต้องทุกทรมานอะไรเลย คนไทยเขาว่าคนมีบุญกัน  ไม่เจ็บไม่ทุกข์ไม่ทรมาน

         พอได้อ่านย้อนขึ้นไปตาม+ แล้วบางทีก็น่าใจหาย  มันจะไม่เหมือนกันตรงที่  คนเราเกิดมามีผู้ใหญ่คอยประคับประคอง หาข้าวหาน้ำให้เวลาหิว เวลาฉี่เวลาถ่ายก็มีคนคอยเปลี่ยนให้  คือเป็นช่วงวัยที่จะเป็นผู้ได้รับ  แต่พอแก่นี่แทบจะต้องลุ้นว่ามีลูกหลานดีมั้ยคอยมาทำแบบนี้ให้มั้ย  ถ้าไม่มีก็ดูว่ามีเงินจ้างคนมาทำให้มั้ย แล้วแต่บุญกรรมทำหันมาเลยทีเดียว  บางคนลูกๆเขาไม่เอาแล้ว  เพราะพ่อแม่พูดไม่รู้เรื่อง อ้อแอ้ๆเดินก็ช้าเหมือนคนเริ่มหัดเดิน ลูกๆก็รำคาญ  เอาไปบ้านพักคนชราเสียเลย  ดูแล้วก็น่าใจหาย
          วันที่พ่อแม่โอบอุ้มเรา ป้อนข้าว  สอนให้เราเดิน  อึมาก็ล้าง  ฉี่ใส่หน้าพ่อแม่ยังหัวเราะสนุกสนาน แต่พอถึงวันที่ท่านต้องกลับมาเป็นเราบ้าง  กลับทำให้ท่านไม่ได้  อ้างสารพัดเหตุ  ไม่มีเวลาบ้าง ติดงานอะไรก็ว่ากันไปเรื่องราวชีวิตคนเรามันก็เหมือนวงกลม  มีผู้ให้มีผู้รับ  ผู้ที่เคยรับต้องรู้จักเป็นผู้ให้  คนก็หมุนเหมือนโลก

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บทชีวิต ตอน การเสียสละที่แท้จริงคือชัยชนะ

บทชีวิต ตอน การเสียสละที่แท้จริงคือชัยชนะ โดย ผ้าอ้อม

การเสียสละที่แท้จริงคือชัยชนะ ได้ยินมาจากเรื่อง "Beautiful creatures"
ข้าพเจ้าได้แต่คิดว่ามันใช่มั้ย?

การเสียสละ ทำยากมากนะสำหรับบางคนและบางเรื่องมันยากมากที่จะทำ
ด้วยเหตุผลที่มนุษย์มักจะชอบเป็นเจ้าของ หวงของ การให้และการเผื่อแผ่จึงมาทีหลังจากที่เราเหลือพอใช้แล้ว  แต่บางคนนั้นแม้จะมีมากแค่ไหน การให้และการแบ่งปันอาจจะเป็นเรื่องยากสักหน่อย

การเสียสละเรื่องความรัก

           ความรักของพ่อแม่..... เชื่อว่าพ่อแม่ในโลกนี้เกือบ100% ที่จะสามารถทำทุกอย่างเพื่อลูกได้  แม้กระทั่งชีวิตก็ตาม แต่ในกรณีที่มีข่าวเอาลูกอายุพึ่งคลอดไม่กี่วันกี่เดือนไปทิ้งในขยะ หรือเอาลูกไปขายบริการ นั้นเป็นส่วนน้อยยิ่งในประเทศไทย  ปัญหาเกิดมาจากหลายสาเหตุ  เช่น  ไม่พร้อมจะดูแลหรือเงินไม่พอใช้  กลัวการมีภาระ  ทำแล้วไม่ทันคิด ไม่มีความรู้ในการป้องกัน ฯลฯ คนกลุ่มนี้อาจจะอยู่ในพวกรักตัวเองมากกว่า  ไม่สามารถเสียสละ  ยังไม่พร้อมจะเป็นผู้ให้

           ความรักฉันท์ชู้สาว.....เกิดได้กับทุกเพศทุกวัยแบบไม่กำหนดเวลาเลย เอาเป็นว่าพูดได้รู้ความเมื่อไหร่ก็เริ่มแล้ว  ความรักแบบนี้มีแบ่งไปอีกหลายแบบ รักแท้ รักเทียม แล้วแต่คนจะให้นิยามกันไป  ฉันว่าความรักในรูปแบบนี้ต้องมีความอดทนและเหตุผลมาพร้อมด้วยจึงดี  อดทนเรื่องของอารมณ์เวลาอยู่ด้วยกัน  เวลาทะเลาะกันต้องมีเหตุผล  รู้จักให้รู้จักเสียสละ .... เคยเจอบางคู่นี่ยังเด็กมัธยม บางคู่ก็ดูน่ารักชวนกันเรียน บางคู่ก็ชวนกันเลวก็ว่ากันไป  ที่เห็นบ่อยกลางห้างข้างถนนนี่ก็กรี๊ดๆทะเลาะตบตีกันใหญ่ แบบนี้คือควบคุมอารมณ์กันยังไม่ได้  นี่ก็ไม่ใช่เฉพาะเด็กนะ ที่เห็นกรี๊ดๆตบตีกันอยู่ก็วัยทำงานมีเยอะแยะไปตามที่พักคอนโด  ที่แย่คือเมื่อเราควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ไม่มีการอดทนไม่มีการเสียสละ มันนำไปสู่หายนะได้ทีเดียว พาดหัวข่าวเกือบทุกวัน ผัวฆ่าเมีย  เมียแค้นผัว เด็กวัยรุ่นหึงแค้นฆ่าแฟนเก่าแฟนใหม่มั่วกันไปหมด งง!!มากตรงที่พวกนี้จะบอกว่าทำเพราะรัก ฉันว่ามันน่าจะรักตัวเองมากกว่า  พออีกคนจะไปหรือไม่ได้ดั่งใจก็มักจะกลัวตัวเองเจ็บปวด  ทนไม่ไหว ก็ฆ่ามันซะเลย  สุดท้ายก็ทำร้ายตัวเองอารมณ์ชั่ววูบไม่มีสติข่มใจไม่ได้นี่ก็ดับอนาคตตัวเองได้ทันทีเลยเหมือนกัน  ความรักฉันท์ชู้สาวแบบนี้ต้องมีสติ สมัยนี้ความอดทนต่อกันก็มีน้อย ตัวเลือกก็มีเยอะ ไม่ชอบก็ไม่เอาแล้วหาใหม่ง่ายกว่า เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา  เพื่อนๆพ่อแม่ก็นับกันไม่ทัน

             อ้าว....ลืมกล่าวถึงคนผู้เสียสละไปเลย  คนประเภทนี้ก็มีอยู่ยังมีชีวิตอยู่บ้าง  จนมีเพลงออกมาชื่อ"คนดีไม่มีที่อยู่"  ฉันว่าไม่จริงหรอก  คนดีควรคู่กับคนดีนะ  ไอ้ที่เผลอไปคู่กะคนเลวนี่ก็ช่วยไม่ได้เป็นกรรมหรือมันเลือกเองอันนี้ไม่รู้   รู้แค่ว่าถ้าเรารู้ว่าเราดีแล้วและอีกคนยังไม่รู้จักพอแอบไปมีคนใหม่นี่ก็ควรปล่อยไปตามสารระบบของเขาเถอะชีวิตของเขา   คนแบบนี้มันไม่น่าใช่คู่เรา  ข้างหน้ามีดีกว่านี้บอกไว้เลย  คนถ้าคู่กันแล้วเป็นจิ๊กซออันเดียวกันมันไม่ได้ไหนหรอกน่าข้าพเจ้าว่า  ส่วนเราก็มีสิทธิเลือกได้เหมือนกัน  ทางข้างหน้าต้องมีสิ่งที่ดีกว่า อย่าไปทำร้ายกันมันไม่ดี  เมื่อใครตัดสินใจอย่างไร  เราก็ควรให้ความเคารพในสิทธิของผู้นั้นด้วย  ให้กำลังใจกันไปเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

             เพื่อน....เมื่อพูดถึงเพื่อนใครๆก็มีเพื่อน  บางคนติดเพื่อนจนไม่มีแฟน  จนแฟนบอกเลิกกันไปเลยก็มี  ยิ่งถ้าอยู่ในช่วยหัวเลี้ยวหัวต่อพูดง่ายๆก็วัยรุ่นนี่แหละ   ได้เพื่อนดีก็ดี...แต่บางคนถึงจะมีเพื่อนติดยาติดเที่ยวถ้าใจรักดีมันก็ไม่ทำตามอันนี้ก็พอจะเห็น  กับเพื่อนนี่ถึงไหนถึงกันเพื่อนว่าไงก็เออ ออ ไปตามกันหมด ไอ้เรื่องเสียสละนี่สุดๆไปเลย  แฟนกันมันยังยกให้กันได้เลยบางที  เนื้อเพลงยังเขียนไว้เลยว่า

"เพื่อนไม่เคย ไม่เคยทิ้งกัน  ไม่ว่าความฝัน นั้นจะไกลสักเท่าไร
ถ้าหกล้มซมซานเมื่อใด  เพื่อนจะปลอบใจ  ไม่มีคนที่จะรู้ใจ
ไม่มีใครรักและตามใจเหมือนเพื่อนเก่า
จะทำไงตามใจแต่เรา...เพื่อนเรารักจริง
จะมีกี่คน  ที่จะเคยมีเพื่อนดี  และให้เราทำตามความฝัน
จะมีกี่คน  ที่เต็มใจจะร่วมทาง  และเข้าใจในความสำคัญ
ยิ่งทียิ่งผูกพัน  เพื่อนเท่านั้นจะอยู่กันเรื่อยไป
เพื่อนเป็นไงก็เป็นกัน กอดคอกันเอาไว้จนวันตาย"

             สรุปที่เขียนมานี่ก็เริ่มงงว่า มันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อ  การเสียสละที่แท้จริงคือชัยชนะ 
ข้าพเจ้าว่า  เมื่อวันหนึ่งวันที่เราต้องเป็นผู้ให้ ในเวลาที่ไม่พร้อมไม่ตั้งใจหรือต้องเสียสละเวลา  สิ่งของบางสิ่งบางอย่าง  ความภูมิใจในบางเรื่อง  มันต้องมีใจที่พร้อมจะยอมรับการสูญเสีย  สละความเป็นเจ้าของ  ยอมรับคำว่าแพ้  ยอมเพื่อให้ผู้อื่นมีความสุข  นั่นแหละคือการเสียสละที่แท้จริงและการให้ที่ยิ่งใหญ่  มันอาจจะหมายถึงการเอาชนะใจตนเอง

             

บทชีวิต ตอน เงินเข้าตา

          บทชีวิต ตอน เงินเข้าตา โดย ผ้าอ้อม

             ข้าพเจ้าเคยคิดว่า....คนในสังคมเมืองส่วนมากมักเห็นแก่ตัว  ทำงานแข่งขันเก็บเงินสร้างหนี้  ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย  พากันจับจองสิ่งของอันไหนของฉันของคุณ  สร้างปัญหาให้ทะเลาะกัน  บางทีเพื่อนสนิททำงานร่วมหุ้นกัน  ตอนเป็นเพื่อนก็ดูเข้าใจกันดีพอได้ทำงานด้วยเท่านั้นแหละ  จากเพื่อนสนิทก็เละเลย   เลิกคบจบกันไป  จะแฟนกันหรือสามีภรรยาก็แล้วหลายคู่ที่ร่วมกันทำธุกิจ   สุดท้ายก็จบลงด้วยการไปคนละทาง  ว่าแต่ปัญหามากจากไหน ก็มีเป็น 108  แต่สุดท้ายประเด็นหลักๆก็คงไม่พ้นเรื่องเงิน  พอแยกก็ทำไงปัญหาก็เรื่องแบ่งเงิน โอ้โห....ทุกอย่างที่เกิดขึ้น  ก็มาจากเงินกันส่วนมากจริงๆ

              เงินนี่ก็ทำให้เกิดปัญหาอาชกรรมขึ้นมากมาย  ที่ลงข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ คนติดยา คนไม่มีเงินกินข้าว ก็ต้องขโมยบ้าง  กระชากของตามข้างถนนตามที่เปลี่ยวบ้าง  สังคมมันเปลี่ยนไปนะ  ประชากรเพิ่มอย่างรวดเร็ว  คนตกงานมากขึ้น  ปัญหาสังคมก็มากขึ้น  ฆ่ากันเพื่อเงินก็เห็นเยอะแยะ
อย่างคนไม่รู้จักกันยิ่งทำร้ายกันง่าย  แต่คนที่รู้จักกันแล้วทำร้ายกัน แบบนี้แย่มาก แต่ที่เห็นมาอย่างใกล้ตัวที่สุด เมื่อก่อนเคยแต่ได้ยินข่าวว่า  ลูกวางยาฆ่าแม่เพื่อเอาเงินประกัน  ลูกฆ่าพ่อแม่เพื่อมรดกร้อยล้าน  สามีภรรยาแต่งงานแล้ววางยาฆ่ากันเพื่อทรัพสินย์  เงินทั้งนั้น.....เงินทั้งนั้น  ที่ทำให้คนใจร้ายต่อกันได้ถึงขนาดนี้ เพราะความอยากได้อยากมี มีแล้วก็ไม่พอ อยากได้อีก ไม่มีวันจบสิ้น'

              เรื่องนี้มาจากคนใกล้ตัวข้าพเจ้า.....ครอบครัวนี้มีทั้งหมด 4 คน พ่อ ลูกสาวคนโต ลูกชายคนกลางและลูกสาวคนเล็ก  คนนี้พ่อเขารักที่สุด เพราะแกได้เลี้ยงลูกเองจริงๆแค่คนเดียว  ส่วนคนโตกับคนกลางนี่ย่ากับยายเลี้ยงมา  พอโตแล้วถึงเดินทางมาอยู่กับพ่อ  แต่ก็เหมือนพ่อจะไม่รักสักเท่าไหร่  อาจจะเป็นเพราะความผูกพันช่างมีน้อยเหลือเกิน  แกก็เก็บเอาไว้ช่วยงานที่บ้าน  หาเงินให้พ่อกับคนเล็กใช้  ลูกสองคนนี่ขยันช่วยกันทำงานงกๆ  แต่กลับโดนพ่อด่าทุกวัน  บางทีก็หาโอกาสไล่คนกลางออกจากบ้าน  หาเรื่องด่าได้ทุกวันเป็นเพราะในใจลึกๆแกบอกกับญาติๆว่ากลัวว่ามันจะไปข่มขืนน้องคนเล็ก  ต้องป้องกันไว้ก่อน  มันไม่ได้โตมาด้วยกัน  แกไม่สบายใจ  แกว่างั้น....

              ลูกคนเล็กพึ่งเรียนจบมัธยม  แต่งานการไม่ค่อยจะช่วยทำเท่าไหร่  ต้องบังคับกันจริงๆถึงทำให้  คือตั้งแต่เกิดมาไม่เคยต้องช่วยทำอะไร  พ่อทำให้หมดตามใจกันถึงที่สุด  งานบ้านไม่ช่วยทำ ติดหรูตามเพื่อน  ขอเงินอย่างเดียวไม่ให้ก็ด่าพ่อมัน  เหมือนพ่อมันเป็นลูกหนี้ไปยังงั้น  พ่อก็ไม่ค่อยแข็งแรงเจ็บป่วยออดๆแอดๆ  แต่แกก็พยายามทำงานหาเงินส่งให้คนเล็กได้เรียนสูงๆ  ที่โรงเรียนแพงๆ  แต่กลับไปติดเพื่อนเสียมากกว่า  หนังสือไม่เคยอ่าน  สอบตกเป็นว่าเล่น  ส่วนคนโตกับคนกลางนี่ทำงานเก็บเงินเรียนเอง  พ่อเขาเลยว่าไอ้สองคนนี้มันเก่ง  มันเอาตัวรอดได้ไม่ต้องดูแลมัน   ตอนนี้มีหน้าที่ต้องเลี้ยงพ่อกับน้องก็พอ  ปัญหาของพ่อตอนนี้คือคนเล็กมันชอบหนีออกจากบ้านเพราะเบื่อพ่อ  เบื่อการควบคุม  เวลาลูกคนเล็กออกไปทีไร  พ่อแกจะร้องไห้ปานจะขาดใจ  มีครั้งหนึ่งแกบอกถ้ามันไม่กลับมา  แกจะฆ่าตัวตายเลยทีเดียว

               ตอนหลังลูกชายคนกลางมีแฟนจึงพามาอยู่บ้านด้วย  เด็กวัยรุ่นสาวๆนี่แหละ  ปรากฎว่าพ่อไม่ชอบ  แล้วคิดไปต่างๆนานาว่า  ลูกสะใภ้จะเอายาพิษใส่อาหารให้กิน  พอสองคนเลิกกันแกถึงสบายใจขึ้น  แต่ก็ไม่วายจบปัญหาลูกชัง  แกไม่ค่อยสบายนอนอยู่บ้าน  ให้คนโตกับคนกลางช่วยทำงานที่บ้าน  แต่แกกลับเริ่มคิดไปไกลว่าสองคนนี้จะฮุบสมบัติ   แกต้องรีบขายกิจการแล้วหนีไปกับคนลูกคนเล็กสองคน  ตอนนี้เลยไม่รู้ว่าบ้านนี้ต่อไปใครจะฆ่าใคร ใครจะวางยาใคร ใครจะฮุบสมบัติใคร....
       

         

           




วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตที่พอเพียง โดย มาร์ติน วีลเลอร์

ผมเป็นชาวอังกฤษที่มีเมียไทย โดย..มาร์ติน วีลเลอร

โดย มาร์ติน วีลเลอร์
           
            ผมเป็นชาวอังกฤษ เกิดในครอบครัวที่ฐานะดีพอสมควร พ่อจบปริญญาเอกเป็นผู้จัดการบริษัทเกี่ยวกับสารเคมี ยาฆ่าแมลง มีลูกน้อง ๒๐,๐๐๐ กว่าคน แม่จบปริญญาตรี เป็นครูสอนเปียโนกับไวโอลิน ผมจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่งภาษาละติน ครั้งแรกเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ปีที่ ๓ ผมย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยลอนดอน และจบที่นั่น ผมไม่ชอบเคมบริดจ์ เพราะเป็น แบบโบราณ
            อังกฤษเป็นประเทศเก่าแก่มาก สมัยโบราณเป็นระบบศักดินา  มีขุนนาง และ ชาวบ้านเป็นขี้ข้า ทุกวันนี้แม้ยกเลิกระบบนั้นแล้ว แต่ที่เคมบริดจ์ยังเจอวัฒนธรรม แบบขุนนาง  เป็นสังคมเล็กๆ ผ่านมา ๒๐๐-๓๐๐ ปีแล้ว แต่ไม่รับรู้อะไร ไม่เข้าใจชาวบ้าน เขาคิดแต่เรื่อง สังคมเล็กๆ ของเขาในกลุ่มคนชั้นสูง เป็นพวกหอคอยงาช้าง ที่ผมเรียนได้คะแนนดี เพราะพ่อแม่ของผมบังคับให้เรียนหนังสือ ส่งเสริมให้เรียนตั้งแต่อายุ ๒ ขวบครึ่ง สอบไปเรื่อยๆ เพิ่มไอ.คิว. ให้สูงที่สุด เท่าที่จะทำได้ผมเรียนสูงจนได้เกียรตินิยม เพราะพ่อแม่มีเงินช่วย ไม่เกี่ยวกับความฉลาดเฉพาะตัว
            ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องเงิน ไม่อยากมีรถยนต์ ไม่อยากมีบ้านใหญ่ อยากมีบ้านเล็กๆ
อยากมี ครอบครัวเล็กๆ ที่มีความสุข ไม่สนใจเรื่องวัตถุ ผมอยากอยู่แบบง่ายๆ เมื่อก่อนไม่รู้เขาเรียกว่าอะไร แต่ตอนนี้รู้ว่า เขาเรียกมักน้อย  สันโดษ ที่อังกฤษเขาว่าผมบ้า เป็นเด็กนิสัยเสีย เพราะพ่อแม่ส่งให้เรียนหนังสือ แต่ไม่เอาความรู้ไปหาเงิน เขาหาว่า เด็กที่ไม่คิดทำงานนั้น นิสัยเสีย
            หลังจากเรียนจบแล้ว ผมก็เอาปริญญาให้พ่อแม่ตามที่ท่านอยากได้ แล้วผมก็ไปทำงานก่อสร้าง แบกอิฐแบกปูนอยู่ ๑๐ ปี ช่วงนั้นชาวบ้านบอกว่า ผมบ้าแน่ครับ  แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากเรียนรู้ชีวิต อยากรู้จักตัวเองว่ามีความสามารถมากน้อยเพียงใด มีความอดทนมั้ย ทำในสิ่งที่เราไม่น่าจะทำได้มั้ย ท้าทายตัวเองบ้าง อยากผ่านชีวิตที่ลำบากบ้าง
            ผมอยู่ในสังคมของคนมีเงิน เขาจะพูดถึงแต่เรื่องเงิน คุณมีรถยี่ห้ออะไรบ้างมี่กี่คัน คุณมีบ้านใหญ่ ขนาดไหน  ลูกของคุณเรียนที่ไหน เอาลูกมาแข่งขันกัน จบจากที่ไหนบ้าง จบจากเคมบริดจ์ดีกว่าจบจากมหาวิทยาลัยลอนดอน แต่ผมกลับคิดว่า ชีวิตน่าจะมีอะไร มากกว่านั้น ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร แต่ที่รู้แน่ๆ คือไม่ใช่เงิน ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ปริญญา ต้องมีสิ่งอื่น ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ผมก็เลยมาลองแบกอิฐ แบกของหนักไว้ก่อน เดินแบกอิฐไปมา วันละสาม-สี่พันเที่ยว มันอิสระ เรามีเวลาคิดได้รู้จักคนอื่น และได้สร้างความเข้มแข็งให้ร่างกาย แล้วจิตใจเราก็เข้มแข็งขึ้นด้วย
            ชาวบ้านธรรมดาที่อังกฤษนั้น จริงๆ เขาลำบากกว่าคนไทยมาก เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ที่ผมได้เห็น ชีวิตของชาวบ้านที่อังกฤษแย่มาก คนที่นั่น ๖๐% ไม่มีบ้าน ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา 
จะไม่ได้เป็น เจ้าของบ้าน ต้องไปเช่าบ้านจากเจ้านายตลอดชีวิต ๙๘%ไม่มีใครมีที่ทำกิน แล้วก็อยู่ในเมือง เป็นขี้ข้าเขาหมด แม้แต่เป็นผู้จัดการก็เป็นขี้ข้าด้วย เพราะไม่มีใครพึ่งตนเอง ไม่มีใครมีที่ทำกิน จะไปทำอะไรช่วยตัวเองก็ไม่ได้ จะไปสุขอะไรก็ไม่ ได้ ต้องไปหาเงิน ชีวิตอยู่กับเงินอย่างเดียว เงินเยอะ ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เงินน้อยคุณภาพชีวิตก็ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่
            ถามว่าชีวิตของพ่อมีความสุขมั้ย ผมคิดว่าไม่ ผมคิดว่าพ่ออยากได้บางสิ่งบางอย่าง 
เขาได้เงินเดือน เยอะมาก ได้รับบำเหน็จบำนาญ เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในชุมชน มีตำแหน่ง มีเกียรติยศอะไรอีกเยอะแยะ แต่ผมคิดว่าพ่อไม่มีความสุข เพราะว่าวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ไปทำงานที่โรงงาน ตกเย็นไปประชุมอีก กลับบ้านสามทุ่ม  สี่ทุ่ม ไม่ได้เจอเมียเจอลูก วันเสาร์อาทิตย์พ่อก็ปวดหัว อยากพักผ่อน พ่ออยากอยู่คนเดียว ไม่ให้ใครรบกวน พ่อมีเมีย และลูกสามคน แต่พ่อไม่ค่อยได้เห็นลูกเห็นเมีย สมัยที่ผมอายุสิบสามขวบ ผมไม่ได้คุยกับพ่อ แม้แต่คำเดียว เกือบปีครึ่ง เห็นเมื่อไหร่ก็เจอพ่อปวดหัวตลอด คิดหนัก อาชีพของพ่อ ต้องใช้สมองมาก ผมว่ามันเป็นกรรมพันธุ์ด้วย ผมก็ปวดหัวบ่อยเหมือนกัน (หัวเราะ) ชอบคิดมาก ตอนนี้หายแล้ว แม่เข้าใจผม แต่ไม่เห็นด้วยที่ผมมาเมืองไทย
            แม่เสียชีวิต ผมได้มรดกนิดๆ หน่อยๆ มีเวลาที่จะไปเที่ยว ผมเคยวางแผนไว้ในใจว่าจะเที่ยว ๑ ปี จะไปในประเทศ ที่ผมไม่เคยไปมาก่อน เช่น ไทย ลาว เขมร พม่า มาเลย์ เวียดนาม อินโด ออสเตรเลีย คิดว่าจะไปออสเตรเลียเพราะเป็นประเทศเปิด ไม่ค่อยมีกฏระเบียบ เหมือนอังกฤษ 
แต่ก็ยังไม่ได้ไปตามแผนที่วางไว้ ประเทศแรกที่ผมมาคือประเทศไทย
            สมัยก่อนผมนิสัยเสีย ชอบกินเหล้า ชอบเที่ยว ชอบสนุก เงินที่ผมเก็บไว้ ๑ ปี ภายใน ๒ เดือนใช้หมดเลย ไม่มีเงินกลับบ้าน ผมอยู่ประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ผมอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีเงิน
แม้แต่บาทเดียว ไปหางานทำ  อาชีพอย่างเดียวที่เราทำได้ คือเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ จริงๆแล้ว
ผมไม่ได้เป็นครูหรอก ผมสอนไม่เป็น แต่คนไทยเห็นฝรั่ง จะบอกว่าฝรั่งทุกคนเป็นครูสอนภาษา ซึ่งมันไม่จริง ฝรั่งส่วนมากไม่ได้เป็นครู
            ที่กรุงเทพฯ เขาจ้างผมให้เป็นครู เอาเสื้อผ้าดีๆ เนคไทดีๆให้ใส่ เขาบอกว่า คุณเป็นครูนะ 
แล้วเขาก็ส่งผมเข้าห้องเรียนเลย  ความจริงฝรั่งที่เขาเรียกครูนั้น ไม่มีใครเคยสอนหนังสือ แม้แต่คนเดียวและบางครั้ง ก็ไม่ใช่คนอังกฤษด้วย มีคนหนึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส พูดภาษาอังกฤษผมฟังไม่รู้เรื่อง แม้แต่คำเดียว คนไทยก็แปลกดีเหมือนกัน เขาให้เงินเดือนผมเดือนละ ๓ หมื่นบาท ไปนั่งเฉยๆ ผมก็ละอายใจ ไม่อยากรับ ผมคิดมาก ปวดหัวทั้งวันทั้งคืน เพราะถ้าเราทำงานอะไรในชีวิต เราต้องได้ผล สมมุติมีคนมาจ้างเรา ๑๐๐ บาทแบกอิฐผมจะรับแน่เพราะว่า ผมแบกอิฐแผ่นนั้น จากโน่นไปที่นู่น ผมทำได้แน่ครับ แล้วผมก็จะเอาเงินของคุณไป แต่เวลาผมเป็นครูสอนภาษา มันไม่ได้ผลหรอก ผมสอนไม่เป็น เอาเงินให้ผมเฉยๆ ผมก็รู้สึกว่าไม่น่าจะเอา ผมไม่ได้ทำประโยชน์อะไร คุ้มค่าเงินนะ
            ผมมีอุดมการณ์เล็กๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ  ๑. ถ้าเราทำงานอะไร ต้องทำในสิ่งที่เรามีความสุข
  ๒.จะไม่ทำงานที่ต้องผูกเนคไท  ๓.จะไม่มีกระเป๋าเอกสารเพราะว่าเหมือนสังคมของพ่อแม่ผม เขาจะทำงานแบบนั้น ทุกคนมีเสื้อนอก มีรถยนต์มีเอกสาร แต่เขาไม่ค่อยมีความสุขหรอก ผมเอาสิ่งนี้ มาเป็นสัญลักษณ์ แห่งการทำงานที่ไม่มีความสุข
            มีช่วงเดียวเท่านั้นที่ผมทรยศต่อชีวิตตัวเองคือ ช่วงที่ผมเป็นครูอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมต้องผูกเนคไท ผมทำในสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดเลย เพื่อเงินอย่างเดียว ทำอยู่ประมาณ ๑๑ เดือน ชีวิตไม่มีความสุขเหมือนอยู่ที่อังกฤษ คือทำงานอะไรก็ได้ ขอให้มีเงิน แต่ไม่มีความสุข แล้วก็เอาเงินไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องไปเที่ยว ไปกินเหล้า ไปสูบบุหรี่ ยาเสพติดทุกชนิดผมเอาหมด ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แม้แต่อยู่กรุงเทพฯ ก็ยังทำอยู่ ถึงได้เงินเยอะ แต่ไม่รู้ว่า จะเอาไปทำอะไร เพราะเงินไม่ช่วยให้เรามีความสุข
            ผมเจอภรรยา เธอมาจากจังหวัดขอนแก่นอยู่กรุงเทพฯ ไม่นานก็มีลูก ผมเริ่มคิดหนัก
แต่ก่อน อยู่คนเดียวไม่มีปัญหา มีความสุขหรือไม่มีก็คนเดียว ไม่ยากหรอก เมื่อมีเมียมีลูก มันต้อง 
รับผิดชอบผู้อื่นด้วย จะไปนั่งกินเหล้าเฉยๆ ไม่ได้หรอก คิดว่าทำอย่างไร ให้เมียกับลูกอยู่ได้ ผมรู้แน่ๆ  ถ้าผมอยู่ในสังคมเมือง และทำงานแบบนี้ ผมจะเป็นคนแย่มาก จะกินเหล้า สูบบุหรี่ ติดยา เที่ยวอย่างเดียว จึงตัดสินใจตัดตัวเองออกจากสังคมเมือง ไปอยู่บ้านนอก แฟนผม มาจากหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดขอนแก่น ช่วงปีใหม่ผมไปเที่ยวบ้านของแม่ยาย เห็นว่า เป็นธรรมชาติดี
            ต้องเข้าใจว่าคนอังกฤษอยู่บ้านนอกไม่ได้ เพราะชนบทมีพื้นที่นิดเดียว พวกขุนนางยึดหมด คนยากจน จึงอยู่ชนบทไม่ได้ ต้องไปอยู่ในเมืองที่สกปรก แออัด คนอังกฤษที่ยังรวยไม่ถึงขั้น
เช่นพ่อของผม มีเงินเยอะ แต่ก็ยังรวยไม่ถึงขั้น เพราะยังอยู่ในเมือง วัดจากคนที่อยู่กลางเมืองใหญ่ๆ 
จะเป็นคนจนที่สุด ที่อยู่ชานเมือง จะเป็นพวกครู ข้าราชการ อะไรแบบนั้น เป็นผู้จัดการ ก็ยังอยู่ในเมือง ส่วนคนที่จะได้อยู่บ้านนอก จะต้องเป็นคนรวย  ถึงขั้นจริงๆ เป็นพวกขุนนางใหญ่โต
            มันเป็นเรื่องแปลก ผมมาอยู่ที่ขอนแก่นเห็นแต่ละคน มีที่ดินเยอะมาก ชาว บ้านธรรมดาคนเดียวมีถึง ๕๐ ไร่ ๒๐๐ กว่าไร่ก็มี พ่อแม่ผมมีแค่ครึ่งไร่เท่านั้นเอง แต่อยู่บ้านนอกที่นี่ โอ้โฮ..  มีเยอะมาก สะอาดด้วย อากาศก็ดี ตอนแรกได้กลิ่น ผมก็ว่ากลิ่นอะไร อ๋อมันกลิ่นธรรมชาติ ผมไม่เคยดมมาก่อน โอ้สุดยอดเลยบ้านนอก คนอื่นว่าฝรั่งมันบ้า  เพราะเขาไม่คิดว่าทำไมฝรั่งอยากไปอยู่บ้านนอก เขาคิดว่าฝรั่งมีแต่คนรวย ฝรั่งไม่มีคนยากจน เขาไม่รู้จริงๆ ว่าฝรั่งส่วนมากลำบาก บ้านก็ไม่มี ที่ดินก็ไม่มี เป็นขี้ข้าเขาหมด ลูกก็ไม่มีอนาคต
            ปัญหาของระบบทุนนิยมคือเรื่องเงิน เงินถูกจำกัดเป็นก้อนเล็กๆ คนรวยกวาดเงินไปเยอะ จนเหลือนิดเดียว มันแบ่งกันไม่ลงตัว ทำให้มีคนจนเยอะ ถ้ามีคนรวย ๑ คน จะมีคนจนเป็นร้อยเลย
ระบบทุนนิยมจึงอยู่ได้ ปัญหาของคนยากจนคือ ทำยังไง จะมีชีวิตที่ดี เราจะหลุดพ้น จากความยากจนได้ต้องหาสิ่งที่ไม่ใช่เงิน อันนี้เป็นจุดเด่นของประเทศไทย ชาวบ้านธรรมดา อาจจะไม่มีเงินเยอะแต่เขาสามารถจะหาหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มีคุณค่า มากกว่าเงินตั้งเยอะ
            ผมตกลงกับแฟนว่าเราจะไปอยู่บ้านนอก ผมจะไม่รับจ้างสอนภาษาอังกฤษ เขาก็ตกลง
แต่ปัญหาคือ ผมทำเกษตรไม่เป็น ช่วงแรกก็ลำบาก ต้องกลับมาแบกอิฐเหมือนเดิม วันละร้อยยี่สิบบาท โอ้โฮ...เหนื่อย เพราะที่อังกฤษ ถึงจะแดดร้อน แต่อากาศเย็น เดินไม่ได้ ต้องวิ่ง ก็อุ่นได้ 
แต่ขอนแก่นช่วงนั้น เป็นเดือน ๔ อากาศร้อนมาก ๔๐ กว่าองศา บางครั้ง ผมเป็นลม เขาเอาน้ำมาสาด โอ๊ย.! ฝรั่งมันบ้า ทำไมไม่กลับบ้าน คิดผิดหรือเปล่า  ทำไมต้อง มาลำบากขนาดนี้ เขาคิดว่า ผมเป็นฆาตกร ไปฆ่าคนที่อังกฤษแล้วกลับบ้านไม่ได้ หนีคดีมา ความจริงไม่ใช่ ผมก็แค่อยากหาคำตอบในชีวิต บางเรื่องเท่านั้น อยากหาความสุขที่เป็นแบบ ยั่งยืนสักหน่อย
            บางครั้งก็คิดหนีไปที่อื่นเหมือนกัน แต่ผมไม่รู้ว่าถ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้จะไปอยู่ที่ไหน คิดว่า เราต้องหาคำตอบให้ได้  ปัญหาอาจจะอยู่ที่ตัวของผมเอง แต่ในภาพรวมที่นี่ดี สิ่งแวดล้อมดี สะอาด
ถ้าเรามีลูก เราอยากให้ลูกของเราอยู่ในที่สะอาด อาหารธรรมชาติฟรีๆ ก็มีเยอะมาก ในภาคอีสาน เห็ดแดง หน่อไม้ ไข่มดแดง ดอกกระเจียว ผักอีหรอก แมงคับ แมงคาม ขี้กะปอมเยอะ แต่บางคนก็ไม่กินนะ บางคนก็กิน ซึ่งมันดีมากเพราะว่า ๑.สะอาด  อาหารธรรมชาติ ไม่มีใครไปใส่ปุ๋ยเคมี ๒.ไม่ได้ซื้อ ไม่ได้ใช้เงินขอให้ขยันเดินไปเก็บ สมัยก่อน ที่อังกฤษ ผมจะเดินแบกอิฐทั้งวัน เมื่อได้เงินแล้ว ก็เอาเงินเกือบทั้งหมดไปซื้ออาหารในร้าน ฝรั่งส่วนมาก ทำงานหนักทุกวัน แต่เงินที่เขาได้มันเพียงพอที่จะซื้ออาหารกินเท่านั้น ไม่มีเงินเหลือฝากธนาคาร
            มันเป็นเรื่องแปลกนะที่ประเทศไทย คนยากจนมีหนี้สินเยอะ ที่อังกฤษมีแต่คนรวย
ที่มีหนี้สิน คนจนไม่มีหนี้  เพราะเขาไม่ให้คนจนยืมเงิน เนื่องจากกลัวจะไม่มีปัญญาใช้คืน จึงไม่มีสิทธิ์มีหนี้สิน แต่คนรวยยืมเงินได้ คำว่ารวยกับคำว่าจน มันคืออะไรกันแน่
            ที่ขอนแก่นเขาว่าผมบ้าบ้าง ฝรั่งยากจนบ้าง ฝรั่งตกอับบ้าง ฝรั่งขี้นก ฝรั่งไม่มีเงิน แต่ผมบอกว่า ไม่ใช่ ผมรวยนะ เขาถามว่ารวยได้ยังไง ผมบอกว่า ๑. ผมมีบ้าน ผมทำบ้านเล็กๆ เป็นกระท่อมน้อยๆ เอาหญ้ามามุงหลังคาชาวบ้านเรียกว่า เถียงนา ไม่ใช่บ้านหรอก ผมบอกว่าใช่ มันบ้านของผม ไม่ใช่บ้านเจ้านาย ราคาหนึ่งหมื่นสองพันบาทอยู่ได้ครับ มันกันแดดกันฝนได้ แค่นั้นผมก็รวยแล้ว  ๒. มีที่ดิน แค่ ๖ ไร่เท่านั้นเอง ที่นั่นเขาบอกว่ากระจอก มีนิดเดียวแต่สำหรับฝรั่ง มันเยอะมาก จริงๆ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานของชีวิต เราต้องมีที่อยู่อาศัยเป็นของเรา
ไม่ใช่ของเจ้านาย เพราะว่าถ้ามันเป็นของเจ้านาย เราต้องไปหาเงินให้เขา ถ้าเราไม่มีเงิน เขาก็ไล่เราออก เราไม่มีที่อยู่นะ เพราะฉะนั้น ต้องมีบ้านเป็นของตัวเองไว้ก่อน ซึ่งผมก็มีบ้าน คิดว่าลูกของผม จะต้องมีบ้านแน่ๆ ด้วย เรื่องเกษตรผมทำไม่เก่ง แต่ที่ทำได้ง่ายคือ ปลูกต้นไม้ ไม้ประดู่ ไม้สะเดา ไม้ยาง ปลูกไว้ให้ลูกสร้างบ้าน ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้โตเร็วมาก แค่ ๒๕-๓๐ ปีตัดได้แล้ว ไม่เหมือนอังกฤษ ๒๐๐ ปีได้เท่านี้เอง เพราะอากาศเย็น
            เป็นเรื่องแปลก ที่คนไทยจะบ่น โอ๊ย..มันร้อนๆ ผมว่ากลับเป็นเรื่องดี แสงแดดเยอะ จะทำการเกษตรได้ตลอดเวลา ๑ ปี ทำได้ทุกวัน  แต่คนไทยจะบ่นร้อนๆ ไม่เอาๆ อยากเป็นคนผิวขาวดีกว่า แต่คนอังกฤษเขาถือคนผิวขาวเป็นคนจน เพราะว่าไม่ มีปัญญา จะไปเมืองนอก ซึ่งกลับกันเลย แม้แต่พ่อของผมเขาก็ยังมีเครื่องอาบแดดเพื่อให้ผิวเป็นสีแทน ให้ดูเป็นแบบคนมีสตางค์ แต่คนไทย กลับอยากมีผิวขาว
            ผมมีลูก ๓ คน ชาย ๒ หญิง ๑ สิ่งสำคัญที่สุด ๒ เรื่องในชีวิตของเรา คือ ๑. ต้องมีบ้านเป็นของตัวเองให้ได้จึงจะถือว่า ชีวิตประสบความสำเร็จ ๒. ต้องมีงานทำทุกวัน ไม่ได้จำกัดว่า
ต้องเป็นงานอะไร แต่ขอให้ มีงานทำทุกวัน ชีวิตจึงจะไม่สูญเปล่า วิธีเดียวที่รับประกันได้ว่า ลูกมีงานทำ คือการมีที่ทำกินให้เขา และเราต้องช่วยให้เขาทำเป็น ผมคิดว่าคนชนบทจริงๆ ใครมีที่ดินทำกินแล้วจะไม่ตกงาน เว้นแต่คนขี้เกียจ ซึ่งบางคนมีที่ดินเยอะ แต่ไม่ยอมทำ ถ้าเราสั่งสอน ให้ลูกรู้จักทำมาหากิน เขาก็ไม่ตกงาน ผมถือว่างานที่อิสระ และมีประโยชน์ มากที่สุด คืองานเกษตรซึ่งช่วยให้เรากินอิ่มทุกวัน คนอังกฤษกินไม่อิ่มเยอะมากนะ ผมไม่อยาก ให้ลูกของผมอดอาหาร อยากให้ลูกกินอิ่มในลักษณะที่ส่งเสริมสุขภาพด้วย กินอาหาร ที่ไม่มีสารพิษ กินอาหารแบบเรียบง่ายก็ได้ แต่อิ่มทุกวัน เมื่อมีบ้าน มีงาน มีอาหาร ลูกของผม ก็จะรวยที่สุด 
            ผมอยากให้ลูกอยู่บ้านนอก เพราะว่าสะอาด จ้างเท่าไหร่ ก็ไม่อยาก ให้ไปอยู่ ในเมืองหรอกเพราะสกปรก แออัด สำคัญที่สุดคือเรื่องของสังคม ผมไม่อยากให้ลูกไปอยู่ในเมือง เพราะว่า คนเมืองเห็นแก่ตัว วิ่งไปหาเงินอย่างเดียวแข่งขันกันเยอะ   เดี๋ยวก็ฆ่ากัน ด่ากันทุกวัน ไม่สงบ อยากให้ลูกอยู่บ้านนอกเขาจะได้สิ่งที่หายากที่สุดในโลก
             คนอีสานบ้านนอกเป็นคนดีมากนะ มีน้ำใจ รู้จักช่วยเหลือคนอื่น เอื้ออาทรกัน
เกื้อกูลกัน แบ่งปันกัน ไม่แข่งขันกัน ความเป็นชุมชนเป็นสิ่งที่หายากนะ ถ้าเราไปอยู่ในเมือง จะอยู่แบบของใครของมัน บ้านคนละหลัง ครอบครัวคนละหลัง ไม่รู้จักกัน ถ้าเราอยู่ในชุมชนเล็กๆ เราก็ช่วยเหลือกันได้คุยกันได้ แบ่งปันกันได้ ในที่สุดเราก็จะเป็นคนมีน้ำใจได้
            ลูกของผมเขาเป็นคนมีน้ำใจ เขาอาจจะไม่มีเงิน ไม่ได้เรียนหนังสือสูงๆ แต่เขาจะมี 
สิ่งที่ดีกว่านั้นเยอะ คือเขาจะมีที่อยู่อาศัย มีชุมชนที่ดี ไม่มียาเสพติด ไม่มีการพนัน ไม่มีอาชญากรรม 
มันน่าอยู่ ขอให้เราอยู่ในชุมชนที่เป็นแบบนั้น มันก็ดีนะ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกก็จะเป็นคนดี ไม่ติดยา ไม่ขี้ขโมย ไม่เล่นไพ่ มีน้ำใจ  และรู้จักช่วยเหลือคนอื่น ลูกผมเรียน หนังสือไม่เก่ง
ปีนี้เขาได้คะแนนเป็นอันดับที่ ๑๙ ในห้องของเขามีนักเรียน ๓๙ คน มันเดินสายกลาง พอดีเลย (หัวเราะ)
            แต่ผมไม่ได้สนใจเรื่องอันดับคะแนนหรอก ครูเขาเขียนถึงอุปนิสัยของลูกว่า 
เป็นคนที่มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งผมไม่ได้สอนแบบนั้น ฝรั่งส่วนมากจะเห็นแก่ตัว ผมเคยอยู่ ในสังคมอย่างนั้นมาก่อน มันเปลี่ยนยากครับ  ผมจึงไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจ แต่มันเป็นที่ชุมชน เป็นวิถีชีวิตของคนอีสาน ที่เริ่มซึมเข้าไปในกระดูกของเขา ทำให้ลูกอายุแค่ ๘ ขวบเป็นคน มีน้ำใจ ผมถือว่าสุดยอดแล้ว ผมภูมิใจในตัวของลูกมากๆ เรื่องเรียนไม่สำคัญหรอก สำคัญที่สุดนั้น เป็นความมีน้ำใจ ถ้าเขาสามารถรักษาสิ่งนี้ไว้ตลอดชีวิต ผมคิดว่า เขาคงมีความสุขแน่
            ผมเคยบังคับลูกชายคนแรก ตอนอายุประมาณ ๓ ขวบ จับมานั่ง สอนภาษาอังกฤษ 
เขาก็ร้องไห้ ๆ ไม่เอาๆๆ ผมก็คิดว่า เอ๊ะ..เราน่าจะเลิกทรมานเด็ก ปล่อยให้เขามีความสุข ตั้งแต่วันนั้น ผมบอกจะไม่สอนเขาอีก แต่ถ้าอยากเรียนมาบอกผม จะสอนให้ ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ เขายังไม่บอกผมเลย ผมก็มาคิดว่า จะให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษเพื่ออะไร ในหมู่บ้าน ของผมมี ๕๐ รอบครัว ทุกคนพูดอีสานอย่างเดียว แม้แต่ผมก็ยังพูด แล้วจะให้ เขาเรียนภาษาอังกฤษเพื่ออะไร  สมมุติว่าลูกของผมอยากอยู่ในหมู่บ้านนี้ตลอดชีวิต ภาษาอังกฤษก็จะเป็นความรู้ที่ไม่เป็นประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ผมเคยเรียกว่า มันเป็นวิชาขี้ข้า เอาไว้รับจ้างเฉยๆ เอาไปหาเงิน คนที่มีความรู้ ภาษาอังกฤษ จะเอาอันนี้แลกกับเงินอย่างเดียว เขาไม่ได้เรียนเพื่อชีวิตของเขา เขาอยากเอาเงิน ไปทำงานสูงๆ
หน่อย
            ปัญหาของคนอีสานมีมากในเรื่องของการศึกษา คนอีสานส่วนมากไม่อยากให้ลูกเป็นคนอีสาน ไม่อยากให้ลูกเป็นคนบ้านนอก ไม่อยากให้ลูกพูดภาษาอีสาน อยากให้พูดไทย ชาวบ้านส่วนมากคิดอยากให้ลูกได้ดีในชีวิต คิดว่าสิ่งที่ดีในชีวิตของลูกคือ ๑.ไม่ได้พูดอีสาน พูดแต่ภาษาไทย ๒. พูดภาษาอังกฤษด้วย ๓. เล่นคอมพิวเตอร์ได้  ๔. ไปอยู่ในเมือง ๕. ไปรับจ้างเขา ๖. ไปสร้าง หนี้สิน ไปซื้อบ้านหลังเล็กๆ ราคา ๒ ล้าน ๓ ล้านบาท เขาคิดว่าอย่างนี้ลูกของเขาได้ดี ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมก็อยากให้ลูกของผมได้ดีเหมือนกัน แต่ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ปัจจัย ที่จะช่วยให้เขา ได้ชีวิตที่ดี อาจจะเอาไปแลกเงินในบางช่วงได้ แต่ผมหวังว่าลูกของผม จะมีความคิด สูงกว่านั้น ชีวิตน่าจะมีไว้เพื่อหาสิ่งที่ไม่ใช่เงิน ถ้าเขาเรียนรู้ เพื่ออยากจะหาเงิน อย่างเดียวก็น่าเสียใจนะ เพราะความ
รู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เราต้องทำทุกวันตลอดชีวิต เราหยุดเรียนรู้ไม่ได้ แต่เราไม่น่าจะเรียน เพื่อเอาความรู้ เอาปริญญา ไปแลกกับเงิน ทำให้ความรู้ไม่มีคุณค่า
            ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากยังไม่เข้าใจระบบทุนนิยม เห็นฝรั่งที่ไหน ก็คิดว่ารวยหมด
คิดว่าการพัฒนา ในระบบทุนนิยมจะทำให้ทุกคนมีเงิน ไม่เข้าใจว่าประเทศที่พัฒนาระบบทุนนิยม นานแล้วเช่น อังกฤษ สหรัฐ มีปัญหาเยอะมาก แต่คนไทยก็คิดว่า เมืองนอก ดีกว่า อันนี้จุดอ่อนครับ 
คือคนไทยสนใจเมืองนอก ไม่ได้สนใจ ประเทศไทย ผมเป็นฝรั่ง คุณเลยนั่งฟังผม ถ้าผมเป็นชาวบ้าน คุณจะไม่สนใจผมอันนี้เป็นจุดอ่อนนะ
            แต่จุดแข็งคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แผ่นดินประเทศไทย อุดมสมบูรณ์มากๆ ที่ดินเยอะมากน้ำเยอะมาก แสงแดดเยอะมาก ทำเกษตรอยู่รอดแน่ เป็นพลังแผ่นดิน ใครๆ ก็อยากได้ประเทศไทย ผมก็ได้ถึง ๖ ไร่ คนไทยโชคดี มากๆ ที่ได้ในหลวง เป็นผู้นำ พระองค์ท่านเป็นคนที่ทำงาน หนักมากเพื่อช่วยให้คนคิดได้ ช่วยให้คนอยู่ได้ จะหากษัตริย์ ในประเทศอื่น ไม่ค่อยมีแบบนี้ ปัญหาคือคนไทยส่วนมากนับถือในหลวงแต่ไม่ยอมปฏิบัติ ตามคำสอนของในหลวง พระองค์ท่าน บอกมา ๒๗ ปีถึงเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนไทยก็ไม่รู้จักพอเพียง เอาอย่างเดียว ถึงยกมือไหว้ในหลวง แต่เวลาดำรงชีวิต ไม่ได้ทำตามในหลวง ก็ในหลวงบอกไว้แล้วว่า ไม่จำเป็นที่จะ
  ต้องเป็นเสือ ขอให้มีอยู่มีกินไว้ก่อน
            ถ้าทุกคนเริ่มคิดจริงๆ ถึงสิ่งที่ในหลวงพูด เราน่าจะช่วยให้ประเทศไทยอยู่ได้
เพราะความคิด ของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ต้องอาศัย พลังแผ่นดิน ทำได้เฉพาะประเทศไทยนะเศรษฐกิจพอเพียง ที่อื่นทำไม่ได้หรอก เพราะเขาไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ เหมือนประเทศไทย  พวกคุณโชคดีที่ได้แผ่นดินดีๆ ได้ผู้นำที่ดีด้วย และเรื่องที่ ๓ เรื่องศาสนา
            ผมคิดว่าศาสนาพุทธ มีความสำคัญมากๆ สำหรับคนไทย ไม่ใช่แค่นับถือไหว้พระ แค่นั้นไม่พอ แต่อยู่ที่การปฏิบัติด้วยนะ มักน้อย สันโดษ พอเพียง ธรรมะคือธรรมชาติ เป็นเรื่องง่ายๆ พึ่งตนเองก็ได้ ปรัชญาของ ศาสนาพุทธทำได้นะ แต่คนไทยจำนวนน้อยที่เข้าใจ จริงๆ แล้วศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ ออกแบบให้เหมาะสมสำหรับคนบ้านนอก ให้ใช้ชีวิตร่วมกับ ธรรมชาติโดย ไม่ทำลาย ไม่เอาเปรียบ แต่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
            คุณโชคดีมากๆ ที่เกิดในประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปรบกับใคร
ไม่ต้องไปเอาน้ำมัน จากใคร ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ประเทศไทยอยู่ได้ กินอิ่ม มีเหลือแจกด้วย อย่าไปคิดเรื่องเงินอะไรมาก อย่าลดคุณค่าความเป็นไทยของตัวเองลง คนไทยส่วนมาก นิสัยดีจริงๆ คนไทยมีน้ำใจ หายากนะ คนไทยมีพระเจ้าอยู่หัว มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสนาพุทธ ที่ดีมาก ทั้ง ๓ อย่างนี้พยายามรักษาเอาไว้ให้ได้ ชีวิตที่ไม่ทะเยอทะยานเกินไป คือชีวิต ที่มีคุณภาพ ชาวบ้านทุกคนทำได้ ผมเองถึงยังทำไม่สำเร็จ แต่มั่นใจว่าจะทำได้แน่ในอนาคต ถ้าผมทำได้ คนอื่นก็คงทำได้ง่ายกว่าผมเยอะ ทุกอย่างอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่อยากได้อะไรมากเกินไป ในชีวิต ชีวิตมันก็ง่าย พยายามทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้น อย่าให้มันสับสน อย่าให้มันลำบาก พยายามรักษาสิ่งแบบนี้ให้ดี และอย่าเชื่อ  ฝรั่งมากเกินไป